White Balance หรือ สมดุลแสงสีขาว




เคยสงสัยกันไหมครับ? ว่าทำไมรูปภาพที่เราถ่าย โทนสีถึงไม่คล้ายกับสิ่งที่ตาเราเห็น หลายคนก็โทษว่ากล้องไม่ดีบ้าง (เข้าข่ายรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง) หลายคนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของกล้องถ่ายรูป แต่จริงๆ สิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทนสีของภาพอย่างมากคือ “White Balance” (WB) หรือ“ค่าสมดุลแสงสีขาว”
             
              หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับคำว่า “White Balance” (WB) หรือ “ค่าสมดุลแสงสีขาว”กันมาบ้าง เจ้าตัวนี้มันมีอยู่ในกล้องของพวกเราทุกๆคน แต่พี่เอมเชื่อว่า คงมีน้องหลายคน(จริงๆ) ที่ไม่เคยสนใจเจ้าตัวนี้ หรือเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ ก็เลยไม่สนใจมันซะเลย (ปรับ Auto อย่างเดียว) ทำให้โทนสีของภาพเราผิดเพี้ยน  เดี๋ยวอมฟ้า เดี๋ยวอมส้มบ้าง ทำให้ภาพที่ควรจะสวย กลับดูธรรมดาไปซะอย่างนั้น  ส่วนวิธีการแก้ไขนั้นง่ายนิดเดียวครับ!
               

Daylight
สัญลักษณ์จะเป็นรูปดวงอาทิตย์ White Balance แบบนี้จะใช้ในตอนที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงๆ เมฆไม่มาก ถ้าแสงเป็นแบบนี้คงที่ก็ใช้เลยครับ
Shade
สัญลักษณ์รูปบ้าน มีแสงส่องที่ชายคา White Balance แบบนี้ถ้าดูภาพออกคุณก็จะรู้ทันทีว่าเอาไว้ใช้เวลาที่ถ่ายภาพในร่มนั่นเองครับ
Cloudy
สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆ White Balance ใช้เวลาที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แต่ในสภาพที่ฟ้าครึ้ม เต็มไปด้วยเมฆ
Tungsten
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟแบบมีไส้ White Balance แบบนี้ก็หมายความตรงตัวเลย ถ้าคุณไปเจอสภาพแสงที่มาจากหลอดไส้แล้วล่ะก็ ใช้เจ้าตัวนี้เลย
Fluorescent
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟนีออน White Balance แบบนี้ก็เช่นกัน ถ้าแสงมาจากหลอดไฟนีออนก็ใช้แบบนี้
Flash
สัญลักษณ์รูปฟ้าผ่า White Balance แบบนี้ไม่ได้ใช้ถ่ายรูปฟ้าผ่านะครับ แต่เอาไว้ใช้ตอนที่เราถ่ายรูปโดยใช้แฟลชครับ แต่จากข้อสังเกตของผมคือ White Balance แบบนี้ผลที่ได้มักจะใกล้เคียงกับแบบ Daylight เพราะว่าแฟลชในปัจจุบันมักจะให้อุณหภูมิของแสงใกล้เคียงกับ Daylight นั่นเองครับ
Custom White Balance
White Balance แบบนี้ใช้ในกรณีที่เราต้องการกำหนดค่าเอง โดยใช้กระดาษเทากลางมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งผมลองแล้วพบว่ามีประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ White Balance ที่กล้องเซตมาให้นั้นเป็นค่ากลางๆ บางครั้งก็ไม่ถูกต้องหรือถูกใจเราเท่าไหร่นัก แต่หากเราถ่ายภาพในสภาพแสงที่คงที่ เช่น ในห้อง เราก็สามารถกำหนดค่า White Balance ใช้เอง โดยถ่ายภาพกระดาษเทากลาง (ถ่ายเต็มเฟรม ให้มีแต่สีเทาในภาพ) แล้วให้กล้องใช้ภาพนั้นเป็น White Balance คราวนี้คุณสามารถถ่ายรูปเป็นร้อยเป็นพันรูปในห้องนั้นโดยไม่ต้องสนใจค่า White Balance อีกเลย เพราะทุกรูปจะมีค่าเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตามการตั้งค่า Custom White Balance นั้นก็มีข้อด้อยมิใช่น้อยครับ เพราะหากเราไม่ได้ถ่ายภาพในสภาพแสงคงที่แล้วล่ะก็ นรกมาเยือนครับ เพราะเมื่อแสงเปลี่ยน White Balance ที่เคยถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นเละไปทันที หากต้องการให้ถูกต้องก็ต้องมาตั้งกันใหม่ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่มีเวลาขนาดนั้น เช่น ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออีเว้นท์ต่างๆที่ช่างภาพต้องทำงานแข่งกับเวลา
อีกวิธีหนึ่งคือการเอากระดาษสีเทากลางไปวางไว้ภายใต้แสงที่เราต้องการถ่ายภาพ แล้วใช้ปรับแก้เอาในโปรแกรม Adobe Photoshop Lightroom แต่คุณต้องถ่ายภาพเป็น RAW นะครับ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่คุณก็ต้องขยันพอสมควร คือ เมื่อคุณเปลี่ยนแสง คุณก็ถ่ายภาพโดยมีกระดาษเทากลางอยู่ในภาพนั้นใหม่อีกภาพ ทำไปเรื่อยๆครับ
แก้ไข White Balance
Kelvin
สัญลักษณ์อักษร K โดย White Balance แบบนี้เราสามารถกำหนดอุณหภูมิของแสงได้เอง เช่น อยากให้ภาพออกโทนอุ่น ก็ตั้งให้ค่ามากกว่ากว่า 5,500 เคลวิน ส่วนหากออกโทนเย็น ก็ตั้งค่าน้อยกว่า เป็นต้นครับ ส่วนหากตั้งกันแบบเป๊ะๆ ก็ต้องไปซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิของแสงมา ซึ่งอันนี้เหมาะกับระดับมืออาชีพที่ต้องการความถูกต้องของสีมากๆ เช่น ในการถ่ายงานโฆษณา อะไรทำนองนั้นครับ น้อยคนครับที่จะใช้เจ้าเครื่องมือตัวนี้
Auto White Balance
AWB เจ้าตัวนี้จริงๆอยู่ตัวแรก แต่ผมเก็บมาเล่าตัวสุดท้ายเพราะเรื่องมันยาวนิดนึง White Balance ตัวนี้ ผมใช้ตลอดเวลา!!! ตอนนี้ผมไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากมันเลย เพราะอะไรมาฟังผมโม้ต่อเลยครับ
Auto White Balance นั้นกล้องจะทำการคำนวณค่าที่ (ส่วนใหญ่) จะเหมาะสมให้กับเราเองครับ สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ใช้ และสำหรับมือเก่า ผมก็แนะนำให้ใช้ สำหรับมือใหม่นั้นคุณก็ตั้งค่า White Balance แบบนี้เพื่อคุณจะได้ไปสนใจเรื่องอื่นก่อน เมื่อชำนาญหมดแล้ว ค่อยมาสนใจเรื่องนี้ เพราะกล้องปัจจุบันมักจะคำนวณค่า White Balance ในค่าที่เรารับได้เป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป การใช้ AWB คู่กับการถ่ายภาพออกมาเป็น jpg นั้นผมไม่แนะนำ เพราะบางครั้งหากกล้องคิดผิด ภาพของคุณสีก็จะเพี้ยนไปเลย การแก้ไขภายหลังจะทำได้ยากครับ ดังนั้นหากคุณถ่ายภาพเป็น jpg ก็ควรจะรู้การตั้งค่า White Balance แบบต่างๆดังที่กล่าวข้างต้น
ส่วนที่ว่าผมใช้ AWB ตลอดเวลานั้น เพราะผมถ่ายภาพเป็น RAW ครับ ผมตั้งค่าแบบนี้เพื่อที่ผมจะได้ตัดข้อกังวลใจไปหนึ่งข้อ เพระผมถ่ายรูปแต่งงาน หากมาเสียเวลาเปลี่ยนค่าโน่นนี่นั่น มันไม่ทันกินครับ ทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา และเมื่อผมถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยมาเปลี่ยนค่า White Balance ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านในภายหลัง ซึ่งจะได้ค่าที่ถูกต้องมากกว่าด้วยครับ
ส่วนการถ่ายภาพทั่วๆไปหรือภาพวิวทิวทัศน์ ในการถ่ายภาพเป็น RAW นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนค่า White Balance บางครั้งไม่ต้องถูกต้องก็ได้ เช่น สำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากคุณตั้งค่าเป็นแบบ Cloudy ก็จะได้ภาพที่ดูส้มมากขึ้น ดูอบอุ่นมากขึ้น หรือหากคุณเปลี่ยนค่าเป็น Tungsten หรือ Florescent จะได้ภาพอมฟ้า ดูเยือกเย็น อะไรทำนองนั้น ส่วนการถ่ายภาพบุคคล อันนี้ฝรั่งชอบใช้คือใช้ Cloudy หรือ Shade เพื่อให้ผิวดูมีสีสันมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ฝรั่งเค้าชอบผิวสีแทนกัน ส่วนคนไทยผมว่าอาจจะไม่เหมาะนัก เพราะเราชอบผิวขาวใสกันมากกว่า เอาละครับ แล้วแต่ใครชอบแบบไหนก็แล้วกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.photowithjack.com

Read more…

Top 10 เคล็ดลับการถ่ายภาพดิจิตอล

คงจะปฏิเสธกฏต่างๆไม่ได้ว่า มันสามารถช่วยให้เรา ได้องค์ประกอบ มุมมองการถ่ายภาพที่หลากหลาย วันนที่ผมมี เคล็ดไม่ลับ 10 ข้อในการถ่ายภาพดิจิตอลให้ดูสมบูรณ์ ชวนหลวงไหล เชิญดูตามด้านล่างได้เลยครับ

 1.กฏ 3 ส่วน

2.ความสมดุล
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips2


3.ระยะไกลใช้ F16
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips3

4.ใส่กรอบแบ่งขั้ว
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips4

5.สร้างความรู้สึกมีมิติระยะชัดลึก
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips5

6.ใช้พื้นหลังที่เรียบง่าย
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips6

7.ไม่ใช้แฟลชในที่ร่ม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips7

8.เลือกการใช้ ISO ให้เหมาะสม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips8

9.Pen เพื่อสร้างมิติ

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips9

10.เล่นกับความเร็วซัตเตอร์

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips10

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips11
   
   

Read more…

เทคนิคถ่ายภาพ จุดตั้งเก้าช่อง


แต่ละคนมีมุมมองของความสวยแตกต่างกันออกไป
บางคนที่ไม่สนใจดอกไม้ ดูรูปดอกไม้ที่สวยที่สุด เขาก็จะเฉยๆ
บางคนชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน ถ่ายแย่แค่ไหน เขาก็ชมว่ามันสวย ^^
ต่างจิตต่างใจกันไปนะครับ ไม่ต้องไปคิดอะไรมากมาย

มาเริ่มเรื่องแรกกันที่ ถ่ายยังไง ให้รูปดูเด่น สะดุดตา และ สบายตา...
รูปที่ถ่ายตรงๆ ตัวแบบอยู่กลางๆ จะไม่ค่อยโดดเด่นหรอกครับ
เขามีหลักการจัดวางภาพอยู่ง่ายๆ สำหรับผมยืมใช้แค่สองสามข้อก็พอละครับ

จุดตัดเก้าช่อง
กฎสามส่วน
เส้นนำสายตา

แต่วันนี้เราจะเริ่มจุดตัดเก้าช่องก่อน


ก้อแค่ลากเส้นสองเส้น แนวตั้งและแนวนอนตัดกันที่ระยะเท่าๆ กัน ก็จะได้จุดตัดมา 4 จุด และช่องทั้งหมด "9" ช่องครับ

มองเป็นจุด เราจะได้มา 4 จุด
ให้พยายามถ่ายรูปให้จุดเด่นของเราอยู่ที่จุดตัด 4 จุดครับ ง่ายไหมครับ ^^

เป็นแนวทางเฉยๆ นะครับ ไม่ต้องลงจุดเป๊ะๆ แต่เอาใกล้เคียงก็พอได้...
แล้วแต่ความเหมาะสมของรูปครับ...




จะเห็นว่าถ้าเราถ่ายรูปให้จุดเด่นของรูป อยู่ไกล้จุดตัด 4 จุด
รูปของเราจะดูดีขึ้นมากมายในพริบตาครับ...

วางฟักทองไว้ไกลกับจุดตัดซ้ายล่างแค่นั้นเองครับ
หากวางไว้กลางๆ รูปก็จะดูธรรมดาๆ งั้นๆ คงดูไม่แปลกมั้งครับ 555+



ดูแนวตั้งกันบ้าง




วางตัวกระรอกไว้จุดซ้ายบนครับ ^^




เป็นอย่างไรบ้างครับง่ายๆใช่ไหม
แค่เราวางจุดเด่นในรูปของเรา ไว้ที่จุดตัด 4 จุดของช่องทั้งเก้า
เราก็จะถ่ายรูปได้เข้าตำรา "จุดตัดเก้าช่อง" นั่นเองครับ
ความจริงผมอยากเรียกหลักนี้ว่า หลัก 4 จุดจังเลย ขอให้มีความสุขในการสร้างสรรค์ผลงานครับ
Read more…

7 เทคนิคง่ายๆ ของการถ่ายภาพบุคคล ให้สวย!


7 เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล



1.โฟกัสที่ตา

หลักการสำคัญข้อแรกของการถายภาพบุคคลคือการโฟกัสที่ดวงตา เนื่องจากดวงตานั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในภาพเนื่องจากเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงถึงอารมณ์ของภาพ ถ้าหากว่าเราไม่ได้โฟกัสที่ดวงตาและทำให้ตาไม่ชัดนั้นตัวแบบที่เราถ่ายจะดูเหมือนคนสุขภาพไม่ดีดูเหมือนคนป่วยทำให้ภาพขาดความน่าสนใจไปในทันที เหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการถ่ายภาพบุคคลนั้นเรามักจะใช้รูรับแสงที่กว้างซึ่งจะทำให้มีระยะชัดลึกที่น้อย ถึงแม้ว่าเราจะทำการโฟกัสที่ใบหน้าแล้วก็ตามแต่หลายครั้งเอาอาจพบกรณีที่จมูกชัดแต่ดวงตาไม่ชัดหรือบางครั้งเป็นแก้มหรือว่าใบหูชัดแต่ดวงตาไม่ชัดก็มี การโฟกัสที่ดวงตาให้ชัดนั้นบางครั้งบริเวณไหล่หรือว่าใบหูไม่ชัดก็จะยังสามารถเป็นภาพที่ดีได้ ดวงตานั้นเป็นหน้าต่างของหัวใจการโฟกัสดวงตาให้ชัดจึงสำคัญเป็นประการแรก
pic_01

2.อย่าตัดบริเวณข้อต่อ

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบภาพนั้นอย่าตัดกรอบภาพบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะได้แก่ คอ ข้อศอก ข้อมือ เอว หัวเข่า ข้อเท้า เนื่องจากจะทำให้อารมณ์ภาพนั้นดูไม่ดี ความรู้สึกของคนดูภาพจะรู้สึกเหมือนว่าตัวแบบของเรานั้นแขนหรือขาขาดได้ การตัดกรอบภาพบริเวณแขนขาหรือลำตัวนั้นทำได้เพียงแต่เราต้องไม่ตัดบริเวณข้อต่อเท่านั้นเอง เนื่องจากข้อต่อต่างๆเป็นจุดเชื่อมต่อของร่างกายอยู่แล้ว การตัดบริเวณข้อต่อนั้นจะเป็นการเน้นย้ำความรู้สึกคนดูภาพว่าอวัยวะส่วนนั้นอาจขาดหายไปได้มากจนเกินไป การระวังไม่ตัดบริเวณข้อต่อจะทำให้ได้ภาพที่ดีกว่า
pic_02

3.สื่อสารกับตัวแบบของคุณให้ชัดเจน

เพราะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นช่างภาพไม่ได้ทำงานคนเดียวเหมือนกับการถ่ายภาพแนวอื่นเช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ การถ่ายภาพบุคคลนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ถ่ายและตัวแบบ ซึ่งต้องมีการสื่อสารพูดคุยกันว่าอย่างได้อารมณ์และท่าทางแบบไหน ศิลปะในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกเลย คืออย่าทำให้ตัวแบบเรามีความเครียดอย่างเด็ดขาด เพราะว่าจะทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติออกมาได้ พยายามบอกเล่าและสื่อสารกันให้เข้าใจให้ได้ ว่าท่านต้องการอารมณ์และท่าทางแบบไหน เมื่อสามารถสื่อสารได้ตรงกันแล้วเชื่อแน่นอนได้ว่า คุณจะได้อารมณ์ของภาพแบบที่คุณต้องการได้ไม่ยากนัก
pic_03

4.ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น

ในการถ่ายภาพบุคคลบางอย่างเช่นภาพแนววิถีชีวิต แนวสารคดีหรือว่าแนวอื่นๆก็ตาม บางครั้งเราต้องถ่ายภาพเพื่อสื่อความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมา มากกว่าการที่จะให้คนๆนั้นทำตาม Concept ที่เราวางเอาไว้ ซึ่งภาพแนวนี้เราต้องมองให้เห็นและดึงความเป็นตัวตนของเขาออกมา โดยปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ซึ่งสำหรับภาพแนววิถีชีวิตหรือแนวสารคดีนั้น การเดินเข้าไปถ่ายตรงๆนั้นค่อนข้างจะเสียมารยาทและทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้บ่อย การที่คนมีกล้องมีสิทธิ์ที่จะถ่ายภาพนั้นคนถูกถ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ถ่ายได้พอๆกัน เราควรที่จะเข้าไปพบปะพูดคุยกันเสียก่อนแสดงความเป็นมิตรกับผู้ที่เราจะถ่ายภาพเขา ถ้าหากว่าเราผูกมิตรกับเขาได้โอกาสที่จะได้ภาพสวยๆนั้นมีความเป็นไปได้สูงครับ บางครั้งเราอาจต้องพูดคุยไปถ่ายไปและคอยจับกริยาท่าทางของเขาและก็ค่อยๆถ่ายไป แน่นอนครับในหลายๆครั้งเราต้องรอจับจังหวะถ่ายเอาเอง เพราะการจะบอกให้เขาทำท่าตามที่เราต้องการนั้นบางครั้งจะทำให้เขาเกร็งได้ครับ อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมถ่ายภาพ “แป๊ะหลี” ซึ่งเป็นพ่อค้าขายกาแฟคนดังแห่งตลาดคลองสวนครับ ก็ต้องอาศัยเข้าไปนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักถึงจะได้รูปดีๆมาครับ
pic_04

5.Window light

การควบคุมทิศทางแสงนั้นถือเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคลให้มีความแตกต่าง ในสถานะการณ์ต่างๆนั้นก็จะมีสภาพแสงที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องหาให้เจอว่าจะใช้งานแต่ละสภาพแสงนั้นๆอย่างไร หนึ่งเทคนิคที่สามารถใช้งานได้ง่ายคือการใช้งานแสงที่เข้ามาเพียงด้านเดียว ซึ่งจะเรียกว่า Window light เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยากและสร้างความแตกต่างในภาพได้ดี เราสามารถใช้เทคนิคนี้ได้โดยการหาสถานที่ที่มีแสงเข้ามาด้านเดียว เช่นด้านข้างหน้าต่าง ประตู หรือว่าช่องกำแพงก็ได้ ขอให้เป็นสถานที่ๆสามารรถบีบให้แสงเข้ามาจากด้านเดียวได้ แล้วจัดให้แสงเข้ามาด้านข้างของตัวแบบ เท่านี้เราก็จะได้ภาพแสงที่แตกต่างจากปกติอยู่พอสมควรแล้วซึ่งเทคนิคนี้ไม่ยากจนเกินไปนัก อยู่ที่เราจะสามารถหาสภาพแสงในสถานที่นั้นๆได้หรือไม่ จากภาพตัวอย่างข้างล่างเป็นภาพที่ให้ตัวแบบยืนข้างๆช่องแสง เพื่อให้มีแสงเข้ามาทางด้านขวาของภาพเพียงด้านเดียว ทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะแปลกตาและน่าค้นหามากขึ้น
pic_05

6.ถ่ายภาพย้อนแสง

หลายครั้งเราอาจเคยได้ยินว่าการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นจะให้ให้ตัวแบบหน้าดำและได้ภาพที่ไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วการถ่ายภาพบุคคลย้อนแสงนั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ โดยเราจะได้ประกายของเส้นผมเกิดขึ้นจากการถ่ายภาพย้อนแสง ซึ่งสิ่งที่เราเองทำการแก้ไขคือการทำไม่ให้ตัวแบบเรานั้นหน้าดำซึ่งวิธีแก้นั้นจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันได้แก่

1. ใช้การวัดแสงแบบเฉพาะจุดวัดแสงที่บริเวณแก้มของตัวแบบ ( วิธีการนี้อาจทำให้ฉากหลังว่างเกินไป)

2. ใช้แฟลชช่วยเติมแสงบริเวณใบหน้า
3. ใช้ Reflex ในการเติมแสงบริเวณใบหน้า ( วิธีนี้จะให้แสงที่นุ่มและมีมิติมากกว่าการใช้แฟลชธรรมดา แต่ต้องมีคนช่วยถือให้)

จากสามวิธีการข้างต้นนั้นจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพย้อนแสงโดยมีประกายที่เส้นผมได้ โดยที่ไม่ทำให้ตัวแบบของเราหน้าดำอีกต่อไป วิธีการนี้ไม่ยากและนำไปปรับใช้กับสถานะการณ์ต่างๆได้ไม่ยากครับ
pic_06

7.การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับทิวทัศน์

ในหลายๆครั้งที่เราต้องถ่ายภาพบุคคลร่วมกับฉากหลังโดยที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเช่น การไปถ่ายรูปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆหรือการถ่ายรูปกับสถานที่สำคัญ เรามักพบว่าโดยทั่วไปมักจะวางตัวแบบไว้ตรงกลางภาพซึ่งในหลายครั้งตัวแบบของเราจะไปบดบังภาพทิวทัศน์เบื้องหลัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ ใน Tips&Trick ฉบับที่แล้ว เราพูดถึงการวางจุดสนใจในภาพซึ่งเราสามารถนำหลักการนั้นมาใช้งานร่วมกับการถ่ายภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยให้เราทำการวางคนไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาภาพตามกฎของจุดตัด 9 ช่อง (ดูรายละเอียดจุดตัด 9 ช่องได้ใน Tips ฉบับก่อน) จะทำให้สามารถเก็บภาพของทิวทัศน์เบื้องหลังและภาพของตัวแบบเอาไว้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ อีกวิธีการหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเราต้องการถ่ายร่วมกับตึกหรือสิ่งที่มีลักษณะเป็นทรงตั้ง ให้เราจัดองค์ประกอบภาพเหมือนกับเป็นการถ่ายภาพคู่ก็ได้โดยให้จินตนาการว่าสถานที่นั้นๆเป็นคนอีกคนหนึ่ง ดังรูปที่สองด้านล่างที่เป็นคนถ่ายคู่กับโดมของธรรมศาสตร์
pic_07

ที่มา : http://my.sony.co.th

Read more…

ยอดนิยม

ป้ายกำกับ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการถ่ายภาพ แสดงบทความทั้งหมด

White Balance หรือ สมดุลแสงสีขาว




เคยสงสัยกันไหมครับ? ว่าทำไมรูปภาพที่เราถ่าย โทนสีถึงไม่คล้ายกับสิ่งที่ตาเราเห็น หลายคนก็โทษว่ากล้องไม่ดีบ้าง (เข้าข่ายรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง) หลายคนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของกล้องถ่ายรูป แต่จริงๆ สิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทนสีของภาพอย่างมากคือ “White Balance” (WB) หรือ“ค่าสมดุลแสงสีขาว”
             
              หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับคำว่า “White Balance” (WB) หรือ “ค่าสมดุลแสงสีขาว”กันมาบ้าง เจ้าตัวนี้มันมีอยู่ในกล้องของพวกเราทุกๆคน แต่พี่เอมเชื่อว่า คงมีน้องหลายคน(จริงๆ) ที่ไม่เคยสนใจเจ้าตัวนี้ หรือเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ ก็เลยไม่สนใจมันซะเลย (ปรับ Auto อย่างเดียว) ทำให้โทนสีของภาพเราผิดเพี้ยน  เดี๋ยวอมฟ้า เดี๋ยวอมส้มบ้าง ทำให้ภาพที่ควรจะสวย กลับดูธรรมดาไปซะอย่างนั้น  ส่วนวิธีการแก้ไขนั้นง่ายนิดเดียวครับ!
               

Daylight
สัญลักษณ์จะเป็นรูปดวงอาทิตย์ White Balance แบบนี้จะใช้ในตอนที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงๆ เมฆไม่มาก ถ้าแสงเป็นแบบนี้คงที่ก็ใช้เลยครับ
Shade
สัญลักษณ์รูปบ้าน มีแสงส่องที่ชายคา White Balance แบบนี้ถ้าดูภาพออกคุณก็จะรู้ทันทีว่าเอาไว้ใช้เวลาที่ถ่ายภาพในร่มนั่นเองครับ
Cloudy
สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆ White Balance ใช้เวลาที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แต่ในสภาพที่ฟ้าครึ้ม เต็มไปด้วยเมฆ
Tungsten
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟแบบมีไส้ White Balance แบบนี้ก็หมายความตรงตัวเลย ถ้าคุณไปเจอสภาพแสงที่มาจากหลอดไส้แล้วล่ะก็ ใช้เจ้าตัวนี้เลย
Fluorescent
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟนีออน White Balance แบบนี้ก็เช่นกัน ถ้าแสงมาจากหลอดไฟนีออนก็ใช้แบบนี้
Flash
สัญลักษณ์รูปฟ้าผ่า White Balance แบบนี้ไม่ได้ใช้ถ่ายรูปฟ้าผ่านะครับ แต่เอาไว้ใช้ตอนที่เราถ่ายรูปโดยใช้แฟลชครับ แต่จากข้อสังเกตของผมคือ White Balance แบบนี้ผลที่ได้มักจะใกล้เคียงกับแบบ Daylight เพราะว่าแฟลชในปัจจุบันมักจะให้อุณหภูมิของแสงใกล้เคียงกับ Daylight นั่นเองครับ
Custom White Balance
White Balance แบบนี้ใช้ในกรณีที่เราต้องการกำหนดค่าเอง โดยใช้กระดาษเทากลางมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งผมลองแล้วพบว่ามีประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ White Balance ที่กล้องเซตมาให้นั้นเป็นค่ากลางๆ บางครั้งก็ไม่ถูกต้องหรือถูกใจเราเท่าไหร่นัก แต่หากเราถ่ายภาพในสภาพแสงที่คงที่ เช่น ในห้อง เราก็สามารถกำหนดค่า White Balance ใช้เอง โดยถ่ายภาพกระดาษเทากลาง (ถ่ายเต็มเฟรม ให้มีแต่สีเทาในภาพ) แล้วให้กล้องใช้ภาพนั้นเป็น White Balance คราวนี้คุณสามารถถ่ายรูปเป็นร้อยเป็นพันรูปในห้องนั้นโดยไม่ต้องสนใจค่า White Balance อีกเลย เพราะทุกรูปจะมีค่าเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตามการตั้งค่า Custom White Balance นั้นก็มีข้อด้อยมิใช่น้อยครับ เพราะหากเราไม่ได้ถ่ายภาพในสภาพแสงคงที่แล้วล่ะก็ นรกมาเยือนครับ เพราะเมื่อแสงเปลี่ยน White Balance ที่เคยถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นเละไปทันที หากต้องการให้ถูกต้องก็ต้องมาตั้งกันใหม่ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่มีเวลาขนาดนั้น เช่น ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออีเว้นท์ต่างๆที่ช่างภาพต้องทำงานแข่งกับเวลา
อีกวิธีหนึ่งคือการเอากระดาษสีเทากลางไปวางไว้ภายใต้แสงที่เราต้องการถ่ายภาพ แล้วใช้ปรับแก้เอาในโปรแกรม Adobe Photoshop Lightroom แต่คุณต้องถ่ายภาพเป็น RAW นะครับ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่คุณก็ต้องขยันพอสมควร คือ เมื่อคุณเปลี่ยนแสง คุณก็ถ่ายภาพโดยมีกระดาษเทากลางอยู่ในภาพนั้นใหม่อีกภาพ ทำไปเรื่อยๆครับ
แก้ไข White Balance
Kelvin
สัญลักษณ์อักษร K โดย White Balance แบบนี้เราสามารถกำหนดอุณหภูมิของแสงได้เอง เช่น อยากให้ภาพออกโทนอุ่น ก็ตั้งให้ค่ามากกว่ากว่า 5,500 เคลวิน ส่วนหากออกโทนเย็น ก็ตั้งค่าน้อยกว่า เป็นต้นครับ ส่วนหากตั้งกันแบบเป๊ะๆ ก็ต้องไปซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิของแสงมา ซึ่งอันนี้เหมาะกับระดับมืออาชีพที่ต้องการความถูกต้องของสีมากๆ เช่น ในการถ่ายงานโฆษณา อะไรทำนองนั้นครับ น้อยคนครับที่จะใช้เจ้าเครื่องมือตัวนี้
Auto White Balance
AWB เจ้าตัวนี้จริงๆอยู่ตัวแรก แต่ผมเก็บมาเล่าตัวสุดท้ายเพราะเรื่องมันยาวนิดนึง White Balance ตัวนี้ ผมใช้ตลอดเวลา!!! ตอนนี้ผมไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากมันเลย เพราะอะไรมาฟังผมโม้ต่อเลยครับ
Auto White Balance นั้นกล้องจะทำการคำนวณค่าที่ (ส่วนใหญ่) จะเหมาะสมให้กับเราเองครับ สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ใช้ และสำหรับมือเก่า ผมก็แนะนำให้ใช้ สำหรับมือใหม่นั้นคุณก็ตั้งค่า White Balance แบบนี้เพื่อคุณจะได้ไปสนใจเรื่องอื่นก่อน เมื่อชำนาญหมดแล้ว ค่อยมาสนใจเรื่องนี้ เพราะกล้องปัจจุบันมักจะคำนวณค่า White Balance ในค่าที่เรารับได้เป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป การใช้ AWB คู่กับการถ่ายภาพออกมาเป็น jpg นั้นผมไม่แนะนำ เพราะบางครั้งหากกล้องคิดผิด ภาพของคุณสีก็จะเพี้ยนไปเลย การแก้ไขภายหลังจะทำได้ยากครับ ดังนั้นหากคุณถ่ายภาพเป็น jpg ก็ควรจะรู้การตั้งค่า White Balance แบบต่างๆดังที่กล่าวข้างต้น
ส่วนที่ว่าผมใช้ AWB ตลอดเวลานั้น เพราะผมถ่ายภาพเป็น RAW ครับ ผมตั้งค่าแบบนี้เพื่อที่ผมจะได้ตัดข้อกังวลใจไปหนึ่งข้อ เพระผมถ่ายรูปแต่งงาน หากมาเสียเวลาเปลี่ยนค่าโน่นนี่นั่น มันไม่ทันกินครับ ทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา และเมื่อผมถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยมาเปลี่ยนค่า White Balance ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านในภายหลัง ซึ่งจะได้ค่าที่ถูกต้องมากกว่าด้วยครับ
ส่วนการถ่ายภาพทั่วๆไปหรือภาพวิวทิวทัศน์ ในการถ่ายภาพเป็น RAW นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนค่า White Balance บางครั้งไม่ต้องถูกต้องก็ได้ เช่น สำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากคุณตั้งค่าเป็นแบบ Cloudy ก็จะได้ภาพที่ดูส้มมากขึ้น ดูอบอุ่นมากขึ้น หรือหากคุณเปลี่ยนค่าเป็น Tungsten หรือ Florescent จะได้ภาพอมฟ้า ดูเยือกเย็น อะไรทำนองนั้น ส่วนการถ่ายภาพบุคคล อันนี้ฝรั่งชอบใช้คือใช้ Cloudy หรือ Shade เพื่อให้ผิวดูมีสีสันมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ฝรั่งเค้าชอบผิวสีแทนกัน ส่วนคนไทยผมว่าอาจจะไม่เหมาะนัก เพราะเราชอบผิวขาวใสกันมากกว่า เอาละครับ แล้วแต่ใครชอบแบบไหนก็แล้วกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.photowithjack.com

Top 10 เคล็ดลับการถ่ายภาพดิจิตอล

คงจะปฏิเสธกฏต่างๆไม่ได้ว่า มันสามารถช่วยให้เรา ได้องค์ประกอบ มุมมองการถ่ายภาพที่หลากหลาย วันนที่ผมมี เคล็ดไม่ลับ 10 ข้อในการถ่ายภาพดิจิตอลให้ดูสมบูรณ์ ชวนหลวงไหล เชิญดูตามด้านล่างได้เลยครับ

 1.กฏ 3 ส่วน

2.ความสมดุล
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips2


3.ระยะไกลใช้ F16
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips3

4.ใส่กรอบแบ่งขั้ว
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips4

5.สร้างความรู้สึกมีมิติระยะชัดลึก
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips5

6.ใช้พื้นหลังที่เรียบง่าย
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips6

7.ไม่ใช้แฟลชในที่ร่ม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips7

8.เลือกการใช้ ISO ให้เหมาะสม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips8

9.Pen เพื่อสร้างมิติ

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips9

10.เล่นกับความเร็วซัตเตอร์

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips10

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips11
   
   

เทคนิคถ่ายภาพ จุดตั้งเก้าช่อง


แต่ละคนมีมุมมองของความสวยแตกต่างกันออกไป
บางคนที่ไม่สนใจดอกไม้ ดูรูปดอกไม้ที่สวยที่สุด เขาก็จะเฉยๆ
บางคนชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน ถ่ายแย่แค่ไหน เขาก็ชมว่ามันสวย ^^
ต่างจิตต่างใจกันไปนะครับ ไม่ต้องไปคิดอะไรมากมาย

มาเริ่มเรื่องแรกกันที่ ถ่ายยังไง ให้รูปดูเด่น สะดุดตา และ สบายตา...
รูปที่ถ่ายตรงๆ ตัวแบบอยู่กลางๆ จะไม่ค่อยโดดเด่นหรอกครับ
เขามีหลักการจัดวางภาพอยู่ง่ายๆ สำหรับผมยืมใช้แค่สองสามข้อก็พอละครับ

จุดตัดเก้าช่อง
กฎสามส่วน
เส้นนำสายตา

แต่วันนี้เราจะเริ่มจุดตัดเก้าช่องก่อน


ก้อแค่ลากเส้นสองเส้น แนวตั้งและแนวนอนตัดกันที่ระยะเท่าๆ กัน ก็จะได้จุดตัดมา 4 จุด และช่องทั้งหมด "9" ช่องครับ

มองเป็นจุด เราจะได้มา 4 จุด
ให้พยายามถ่ายรูปให้จุดเด่นของเราอยู่ที่จุดตัด 4 จุดครับ ง่ายไหมครับ ^^

เป็นแนวทางเฉยๆ นะครับ ไม่ต้องลงจุดเป๊ะๆ แต่เอาใกล้เคียงก็พอได้...
แล้วแต่ความเหมาะสมของรูปครับ...




จะเห็นว่าถ้าเราถ่ายรูปให้จุดเด่นของรูป อยู่ไกล้จุดตัด 4 จุด
รูปของเราจะดูดีขึ้นมากมายในพริบตาครับ...

วางฟักทองไว้ไกลกับจุดตัดซ้ายล่างแค่นั้นเองครับ
หากวางไว้กลางๆ รูปก็จะดูธรรมดาๆ งั้นๆ คงดูไม่แปลกมั้งครับ 555+



ดูแนวตั้งกันบ้าง




วางตัวกระรอกไว้จุดซ้ายบนครับ ^^




เป็นอย่างไรบ้างครับง่ายๆใช่ไหม
แค่เราวางจุดเด่นในรูปของเรา ไว้ที่จุดตัด 4 จุดของช่องทั้งเก้า
เราก็จะถ่ายรูปได้เข้าตำรา "จุดตัดเก้าช่อง" นั่นเองครับ
ความจริงผมอยากเรียกหลักนี้ว่า หลัก 4 จุดจังเลย ขอให้มีความสุขในการสร้างสรรค์ผลงานครับ

7 เทคนิคง่ายๆ ของการถ่ายภาพบุคคล ให้สวย!


7 เทคนิคง่ายๆของการถ่ายภาพบุคคล



1.โฟกัสที่ตา

หลักการสำคัญข้อแรกของการถายภาพบุคคลคือการโฟกัสที่ดวงตา เนื่องจากดวงตานั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดในภาพเนื่องจากเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงถึงอารมณ์ของภาพ ถ้าหากว่าเราไม่ได้โฟกัสที่ดวงตาและทำให้ตาไม่ชัดนั้นตัวแบบที่เราถ่ายจะดูเหมือนคนสุขภาพไม่ดีดูเหมือนคนป่วยทำให้ภาพขาดความน่าสนใจไปในทันที เหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการถ่ายภาพบุคคลนั้นเรามักจะใช้รูรับแสงที่กว้างซึ่งจะทำให้มีระยะชัดลึกที่น้อย ถึงแม้ว่าเราจะทำการโฟกัสที่ใบหน้าแล้วก็ตามแต่หลายครั้งเอาอาจพบกรณีที่จมูกชัดแต่ดวงตาไม่ชัดหรือบางครั้งเป็นแก้มหรือว่าใบหูชัดแต่ดวงตาไม่ชัดก็มี การโฟกัสที่ดวงตาให้ชัดนั้นบางครั้งบริเวณไหล่หรือว่าใบหูไม่ชัดก็จะยังสามารถเป็นภาพที่ดีได้ ดวงตานั้นเป็นหน้าต่างของหัวใจการโฟกัสดวงตาให้ชัดจึงสำคัญเป็นประการแรก
pic_01

2.อย่าตัดบริเวณข้อต่อ

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการจัดองค์ประกอบภาพนั้นอย่าตัดกรอบภาพบริเวณข้อต่อ ซึ่งจะได้แก่ คอ ข้อศอก ข้อมือ เอว หัวเข่า ข้อเท้า เนื่องจากจะทำให้อารมณ์ภาพนั้นดูไม่ดี ความรู้สึกของคนดูภาพจะรู้สึกเหมือนว่าตัวแบบของเรานั้นแขนหรือขาขาดได้ การตัดกรอบภาพบริเวณแขนขาหรือลำตัวนั้นทำได้เพียงแต่เราต้องไม่ตัดบริเวณข้อต่อเท่านั้นเอง เนื่องจากข้อต่อต่างๆเป็นจุดเชื่อมต่อของร่างกายอยู่แล้ว การตัดบริเวณข้อต่อนั้นจะเป็นการเน้นย้ำความรู้สึกคนดูภาพว่าอวัยวะส่วนนั้นอาจขาดหายไปได้มากจนเกินไป การระวังไม่ตัดบริเวณข้อต่อจะทำให้ได้ภาพที่ดีกว่า
pic_02

3.สื่อสารกับตัวแบบของคุณให้ชัดเจน

เพราะว่าการถ่ายภาพ Portrait นั้นช่างภาพไม่ได้ทำงานคนเดียวเหมือนกับการถ่ายภาพแนวอื่นเช่นการถ่ายภาพทิวทัศน์ การถ่ายภาพบุคคลนั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ถ่ายและตัวแบบ ซึ่งต้องมีการสื่อสารพูดคุยกันว่าอย่างได้อารมณ์และท่าทางแบบไหน ศิลปะในการสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรกเลย คืออย่าทำให้ตัวแบบเรามีความเครียดอย่างเด็ดขาด เพราะว่าจะทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติออกมาได้ พยายามบอกเล่าและสื่อสารกันให้เข้าใจให้ได้ ว่าท่านต้องการอารมณ์และท่าทางแบบไหน เมื่อสามารถสื่อสารได้ตรงกันแล้วเชื่อแน่นอนได้ว่า คุณจะได้อารมณ์ของภาพแบบที่คุณต้องการได้ไม่ยากนัก
pic_03

4.ปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น

ในการถ่ายภาพบุคคลบางอย่างเช่นภาพแนววิถีชีวิต แนวสารคดีหรือว่าแนวอื่นๆก็ตาม บางครั้งเราต้องถ่ายภาพเพื่อสื่อความเป็นตัวตนของคนๆนั้นออกมา มากกว่าการที่จะให้คนๆนั้นทำตาม Concept ที่เราวางเอาไว้ ซึ่งภาพแนวนี้เราต้องมองให้เห็นและดึงความเป็นตัวตนของเขาออกมา โดยปล่อยให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น ซึ่งสำหรับภาพแนววิถีชีวิตหรือแนวสารคดีนั้น การเดินเข้าไปถ่ายตรงๆนั้นค่อนข้างจะเสียมารยาทและทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้บ่อย การที่คนมีกล้องมีสิทธิ์ที่จะถ่ายภาพนั้นคนถูกถ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ถ่ายได้พอๆกัน เราควรที่จะเข้าไปพบปะพูดคุยกันเสียก่อนแสดงความเป็นมิตรกับผู้ที่เราจะถ่ายภาพเขา ถ้าหากว่าเราผูกมิตรกับเขาได้โอกาสที่จะได้ภาพสวยๆนั้นมีความเป็นไปได้สูงครับ บางครั้งเราอาจต้องพูดคุยไปถ่ายไปและคอยจับกริยาท่าทางของเขาและก็ค่อยๆถ่ายไป แน่นอนครับในหลายๆครั้งเราต้องรอจับจังหวะถ่ายเอาเอง เพราะการจะบอกให้เขาทำท่าตามที่เราต้องการนั้นบางครั้งจะทำให้เขาเกร็งได้ครับ อย่างภาพตัวอย่างนี้ผมถ่ายภาพ “แป๊ะหลี” ซึ่งเป็นพ่อค้าขายกาแฟคนดังแห่งตลาดคลองสวนครับ ก็ต้องอาศัยเข้าไปนั่งพูดคุยกันอยู่สักพักถึงจะได้รูปดีๆมาครับ
pic_04

5.Window light

การควบคุมทิศทางแสงนั้นถือเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของการถ่ายภาพบุคคลให้มีความแตกต่าง ในสถานะการณ์ต่างๆนั้นก็จะมีสภาพแสงที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราต้องหาให้เจอว่าจะใช้งานแต่ละสภาพแสงนั้นๆอย่างไร หนึ่งเทคนิคที่สามารถใช้งานได้ง่ายคือการใช้งานแสงที่เข้ามาเพียงด้านเดียว ซึ่งจะเรียกว่า Window light เทคนิคนี้ใช้งานไม่ยากและสร้างความแตกต่างในภาพได้ดี เราสามารถใช้เทคนิคนี้ได้โดยการหาสถานที่ที่มีแสงเข้ามาด้านเดียว เช่นด้านข้างหน้าต่าง ประตู หรือว่าช่องกำแพงก็ได้ ขอให้เป็นสถานที่ๆสามารรถบีบให้แสงเข้ามาจากด้านเดียวได้ แล้วจัดให้แสงเข้ามาด้านข้างของตัวแบบ เท่านี้เราก็จะได้ภาพแสงที่แตกต่างจากปกติอยู่พอสมควรแล้วซึ่งเทคนิคนี้ไม่ยากจนเกินไปนัก อยู่ที่เราจะสามารถหาสภาพแสงในสถานที่นั้นๆได้หรือไม่ จากภาพตัวอย่างข้างล่างเป็นภาพที่ให้ตัวแบบยืนข้างๆช่องแสง เพื่อให้มีแสงเข้ามาทางด้านขวาของภาพเพียงด้านเดียว ทำให้ได้ภาพที่มีลักษณะแปลกตาและน่าค้นหามากขึ้น
pic_05

6.ถ่ายภาพย้อนแสง

หลายครั้งเราอาจเคยได้ยินว่าการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นจะให้ให้ตัวแบบหน้าดำและได้ภาพที่ไม่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วการถ่ายภาพบุคคลย้อนแสงนั้นมีสิ่งที่ซ่อนอยู่ โดยเราจะได้ประกายของเส้นผมเกิดขึ้นจากการถ่ายภาพย้อนแสง ซึ่งสิ่งที่เราเองทำการแก้ไขคือการทำไม่ให้ตัวแบบเรานั้นหน้าดำซึ่งวิธีแก้นั้นจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกันได้แก่

1. ใช้การวัดแสงแบบเฉพาะจุดวัดแสงที่บริเวณแก้มของตัวแบบ ( วิธีการนี้อาจทำให้ฉากหลังว่างเกินไป)

2. ใช้แฟลชช่วยเติมแสงบริเวณใบหน้า
3. ใช้ Reflex ในการเติมแสงบริเวณใบหน้า ( วิธีนี้จะให้แสงที่นุ่มและมีมิติมากกว่าการใช้แฟลชธรรมดา แต่ต้องมีคนช่วยถือให้)

จากสามวิธีการข้างต้นนั้นจะทำให้เราสามารถถ่ายภาพย้อนแสงโดยมีประกายที่เส้นผมได้ โดยที่ไม่ทำให้ตัวแบบของเราหน้าดำอีกต่อไป วิธีการนี้ไม่ยากและนำไปปรับใช้กับสถานะการณ์ต่างๆได้ไม่ยากครับ
pic_06

7.การถ่ายภาพบุคคลร่วมกับทิวทัศน์

ในหลายๆครั้งที่เราต้องถ่ายภาพบุคคลร่วมกับฉากหลังโดยที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างเช่น การไปถ่ายรูปในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆหรือการถ่ายรูปกับสถานที่สำคัญ เรามักพบว่าโดยทั่วไปมักจะวางตัวแบบไว้ตรงกลางภาพซึ่งในหลายครั้งตัวแบบของเราจะไปบดบังภาพทิวทัศน์เบื้องหลัง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีวิธีง่ายๆที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ ใน Tips&Trick ฉบับที่แล้ว เราพูดถึงการวางจุดสนใจในภาพซึ่งเราสามารถนำหลักการนั้นมาใช้งานร่วมกับการถ่ายภาพบุคคลได้เช่นกัน โดยให้เราทำการวางคนไว้ด้านซ้ายหรือด้านขวาภาพตามกฎของจุดตัด 9 ช่อง (ดูรายละเอียดจุดตัด 9 ช่องได้ใน Tips ฉบับก่อน) จะทำให้สามารถเก็บภาพของทิวทัศน์เบื้องหลังและภาพของตัวแบบเอาไว้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ อีกวิธีการหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเราต้องการถ่ายร่วมกับตึกหรือสิ่งที่มีลักษณะเป็นทรงตั้ง ให้เราจัดองค์ประกอบภาพเหมือนกับเป็นการถ่ายภาพคู่ก็ได้โดยให้จินตนาการว่าสถานที่นั้นๆเป็นคนอีกคนหนึ่ง ดังรูปที่สองด้านล่างที่เป็นคนถ่ายคู่กับโดมของธรรมศาสตร์
pic_07

ที่มา : http://my.sony.co.th