White Balance หรือ สมดุลแสงสีขาว




เคยสงสัยกันไหมครับ? ว่าทำไมรูปภาพที่เราถ่าย โทนสีถึงไม่คล้ายกับสิ่งที่ตาเราเห็น หลายคนก็โทษว่ากล้องไม่ดีบ้าง (เข้าข่ายรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง) หลายคนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของกล้องถ่ายรูป แต่จริงๆ สิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทนสีของภาพอย่างมากคือ “White Balance” (WB) หรือ“ค่าสมดุลแสงสีขาว”
             
              หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับคำว่า “White Balance” (WB) หรือ “ค่าสมดุลแสงสีขาว”กันมาบ้าง เจ้าตัวนี้มันมีอยู่ในกล้องของพวกเราทุกๆคน แต่พี่เอมเชื่อว่า คงมีน้องหลายคน(จริงๆ) ที่ไม่เคยสนใจเจ้าตัวนี้ หรือเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ ก็เลยไม่สนใจมันซะเลย (ปรับ Auto อย่างเดียว) ทำให้โทนสีของภาพเราผิดเพี้ยน  เดี๋ยวอมฟ้า เดี๋ยวอมส้มบ้าง ทำให้ภาพที่ควรจะสวย กลับดูธรรมดาไปซะอย่างนั้น  ส่วนวิธีการแก้ไขนั้นง่ายนิดเดียวครับ!
               

Daylight
สัญลักษณ์จะเป็นรูปดวงอาทิตย์ White Balance แบบนี้จะใช้ในตอนที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงๆ เมฆไม่มาก ถ้าแสงเป็นแบบนี้คงที่ก็ใช้เลยครับ
Shade
สัญลักษณ์รูปบ้าน มีแสงส่องที่ชายคา White Balance แบบนี้ถ้าดูภาพออกคุณก็จะรู้ทันทีว่าเอาไว้ใช้เวลาที่ถ่ายภาพในร่มนั่นเองครับ
Cloudy
สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆ White Balance ใช้เวลาที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แต่ในสภาพที่ฟ้าครึ้ม เต็มไปด้วยเมฆ
Tungsten
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟแบบมีไส้ White Balance แบบนี้ก็หมายความตรงตัวเลย ถ้าคุณไปเจอสภาพแสงที่มาจากหลอดไส้แล้วล่ะก็ ใช้เจ้าตัวนี้เลย
Fluorescent
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟนีออน White Balance แบบนี้ก็เช่นกัน ถ้าแสงมาจากหลอดไฟนีออนก็ใช้แบบนี้
Flash
สัญลักษณ์รูปฟ้าผ่า White Balance แบบนี้ไม่ได้ใช้ถ่ายรูปฟ้าผ่านะครับ แต่เอาไว้ใช้ตอนที่เราถ่ายรูปโดยใช้แฟลชครับ แต่จากข้อสังเกตของผมคือ White Balance แบบนี้ผลที่ได้มักจะใกล้เคียงกับแบบ Daylight เพราะว่าแฟลชในปัจจุบันมักจะให้อุณหภูมิของแสงใกล้เคียงกับ Daylight นั่นเองครับ
Custom White Balance
White Balance แบบนี้ใช้ในกรณีที่เราต้องการกำหนดค่าเอง โดยใช้กระดาษเทากลางมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งผมลองแล้วพบว่ามีประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ White Balance ที่กล้องเซตมาให้นั้นเป็นค่ากลางๆ บางครั้งก็ไม่ถูกต้องหรือถูกใจเราเท่าไหร่นัก แต่หากเราถ่ายภาพในสภาพแสงที่คงที่ เช่น ในห้อง เราก็สามารถกำหนดค่า White Balance ใช้เอง โดยถ่ายภาพกระดาษเทากลาง (ถ่ายเต็มเฟรม ให้มีแต่สีเทาในภาพ) แล้วให้กล้องใช้ภาพนั้นเป็น White Balance คราวนี้คุณสามารถถ่ายรูปเป็นร้อยเป็นพันรูปในห้องนั้นโดยไม่ต้องสนใจค่า White Balance อีกเลย เพราะทุกรูปจะมีค่าเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตามการตั้งค่า Custom White Balance นั้นก็มีข้อด้อยมิใช่น้อยครับ เพราะหากเราไม่ได้ถ่ายภาพในสภาพแสงคงที่แล้วล่ะก็ นรกมาเยือนครับ เพราะเมื่อแสงเปลี่ยน White Balance ที่เคยถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นเละไปทันที หากต้องการให้ถูกต้องก็ต้องมาตั้งกันใหม่ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่มีเวลาขนาดนั้น เช่น ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออีเว้นท์ต่างๆที่ช่างภาพต้องทำงานแข่งกับเวลา
อีกวิธีหนึ่งคือการเอากระดาษสีเทากลางไปวางไว้ภายใต้แสงที่เราต้องการถ่ายภาพ แล้วใช้ปรับแก้เอาในโปรแกรม Adobe Photoshop Lightroom แต่คุณต้องถ่ายภาพเป็น RAW นะครับ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่คุณก็ต้องขยันพอสมควร คือ เมื่อคุณเปลี่ยนแสง คุณก็ถ่ายภาพโดยมีกระดาษเทากลางอยู่ในภาพนั้นใหม่อีกภาพ ทำไปเรื่อยๆครับ
แก้ไข White Balance
Kelvin
สัญลักษณ์อักษร K โดย White Balance แบบนี้เราสามารถกำหนดอุณหภูมิของแสงได้เอง เช่น อยากให้ภาพออกโทนอุ่น ก็ตั้งให้ค่ามากกว่ากว่า 5,500 เคลวิน ส่วนหากออกโทนเย็น ก็ตั้งค่าน้อยกว่า เป็นต้นครับ ส่วนหากตั้งกันแบบเป๊ะๆ ก็ต้องไปซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิของแสงมา ซึ่งอันนี้เหมาะกับระดับมืออาชีพที่ต้องการความถูกต้องของสีมากๆ เช่น ในการถ่ายงานโฆษณา อะไรทำนองนั้นครับ น้อยคนครับที่จะใช้เจ้าเครื่องมือตัวนี้
Auto White Balance
AWB เจ้าตัวนี้จริงๆอยู่ตัวแรก แต่ผมเก็บมาเล่าตัวสุดท้ายเพราะเรื่องมันยาวนิดนึง White Balance ตัวนี้ ผมใช้ตลอดเวลา!!! ตอนนี้ผมไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากมันเลย เพราะอะไรมาฟังผมโม้ต่อเลยครับ
Auto White Balance นั้นกล้องจะทำการคำนวณค่าที่ (ส่วนใหญ่) จะเหมาะสมให้กับเราเองครับ สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ใช้ และสำหรับมือเก่า ผมก็แนะนำให้ใช้ สำหรับมือใหม่นั้นคุณก็ตั้งค่า White Balance แบบนี้เพื่อคุณจะได้ไปสนใจเรื่องอื่นก่อน เมื่อชำนาญหมดแล้ว ค่อยมาสนใจเรื่องนี้ เพราะกล้องปัจจุบันมักจะคำนวณค่า White Balance ในค่าที่เรารับได้เป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป การใช้ AWB คู่กับการถ่ายภาพออกมาเป็น jpg นั้นผมไม่แนะนำ เพราะบางครั้งหากกล้องคิดผิด ภาพของคุณสีก็จะเพี้ยนไปเลย การแก้ไขภายหลังจะทำได้ยากครับ ดังนั้นหากคุณถ่ายภาพเป็น jpg ก็ควรจะรู้การตั้งค่า White Balance แบบต่างๆดังที่กล่าวข้างต้น
ส่วนที่ว่าผมใช้ AWB ตลอดเวลานั้น เพราะผมถ่ายภาพเป็น RAW ครับ ผมตั้งค่าแบบนี้เพื่อที่ผมจะได้ตัดข้อกังวลใจไปหนึ่งข้อ เพระผมถ่ายรูปแต่งงาน หากมาเสียเวลาเปลี่ยนค่าโน่นนี่นั่น มันไม่ทันกินครับ ทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา และเมื่อผมถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยมาเปลี่ยนค่า White Balance ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านในภายหลัง ซึ่งจะได้ค่าที่ถูกต้องมากกว่าด้วยครับ
ส่วนการถ่ายภาพทั่วๆไปหรือภาพวิวทิวทัศน์ ในการถ่ายภาพเป็น RAW นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนค่า White Balance บางครั้งไม่ต้องถูกต้องก็ได้ เช่น สำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากคุณตั้งค่าเป็นแบบ Cloudy ก็จะได้ภาพที่ดูส้มมากขึ้น ดูอบอุ่นมากขึ้น หรือหากคุณเปลี่ยนค่าเป็น Tungsten หรือ Florescent จะได้ภาพอมฟ้า ดูเยือกเย็น อะไรทำนองนั้น ส่วนการถ่ายภาพบุคคล อันนี้ฝรั่งชอบใช้คือใช้ Cloudy หรือ Shade เพื่อให้ผิวดูมีสีสันมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ฝรั่งเค้าชอบผิวสีแทนกัน ส่วนคนไทยผมว่าอาจจะไม่เหมาะนัก เพราะเราชอบผิวขาวใสกันมากกว่า เอาละครับ แล้วแต่ใครชอบแบบไหนก็แล้วกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.photowithjack.com

Read more…

ประกวดภาพถ่าย B’ coz of U Photo contest หัวข้อ จับใจ ชิงรางวัล+ทุนการศึกษา


ขอเชิญ นักถ่ายภาพ นักแชร์ภาพ และ นักแต่งภาพ ภาพทุกท่าน
มาร่วมส่งผลงานภาพถ่ายของท่านเอง ในโครงการ
B’ coz of U Photo contest ปี 4
หัวข้อประกวด “จับใจ”
งานประกวดภาพถ่าย งานเดียวที่ให้คุณเลือกสร้างสรรค์ผลงาน
ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตามถนัดในแบบของคุณ

ร่วมชิงรางวัล โล่เกียรติยศ เงินสด ของที่ระลึก 
พร้อมร่วมมอบทุนการศึกษา มูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 300,000 บาท
เริ่มรับผลงานวันที่ 1 กันยายน 2555 – 31 ตุลาคม 2555 นี้เท่านั้น

แนวคิดการจัดโครงการในปีนี้ :
การถ่ายภาพในปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดทั้ง เครื่องมือ เทคนิค กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงาน และช่องทางในการนำเสนอผลงาน เพื่อให้ผลงานที่สร้างขึ้นสามารถสื่อสาร และ นำเสนอข้อความจากผู้สร้างสรรค์ไปยังผู้เสพผลงานได้ตรงตามความตั้งใจ และ กว้างขวาง
ดังนั้นในปีนี้จึงได้แบ่งกลุ่มของผลงานออกเป็น 3 กลุ่ม ให้ตรงตาม ไลฟ์สไตล์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ทั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถเลือกกลุ่ม เพื่อส่งเข้ามาร่วมประกวดได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น โดยแบ่งเป็น
1. กลุ่ม Social network Photo Contest
2. กลุ่ม Traditional Photo Contest
3. กลุ่ม Photo Creative Contest
ซึ่งทุกกลุ่มจะได้รับโจทย์เดียวกัน โดยให้นำเสนอผลงานที่สามารถแสดงความหมาย หรือให้ความรู้สึกภายใต้หัวข้อ "จับใจ" ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยแต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขการส่งผลงานต่างกันไป ทั้งนี้จึงได้เชิญ ศิลปิน นักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้ามาร่วมในการพิจารณาคัดเลือกผลงานด้วย โดยในปีนี้มีแนวคิดในการจัดการประกวดว่า "เจ้าของผลงานได้รางวัล สถาบันได้ทุนการศึกษา" โดยทางบริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด จะร่วมมอบทุนการศึกษาให้กับสถาบันการศึกษา ที่ผู้ส่งผลงานภาพเข้าประกวดระบุ จำนวน 4 สถาบัน 
ขอให้ รอยยิ้ม และน้ำจิตน้ำใจอันงดงาม จงสถิตอยู่ในหัวใจของนักถ่ายภาพทุกคน


Read more…

โครงการประกวดภาพถ่าย “สืบตำนานประเพณีแข่งเรือยาวทั่วไทย” ชิงถ้วยพระราชทาน


  โครงการประกวดภาพถ่าย “สืบตำนานประเพณีแข่งเรือยาวทั่วไทย”
   ชิงถ้วยพระราชทาน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”
   โดย ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ร่วมกับสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 
   และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล) ร่วมกับมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   
   วัตถุประสงค์การประกวด
   มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย นำโดย ฯพณฯ ท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นคุณค่าวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตคนไทย ที่ผูกพันกับแม่น้ำ ลุ่มน้ำของประเทศไทย 
   เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ประเพณีการแข่งขันเรือยาว และวิถีชีวิต ของคนไทยในลุ่มน้ำทั้ง 15 ลุ่มน้ำ รวบรวมเป็นข้อมูลดิบให้กับคนไทย และเก็บในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำหรับค้นคว้าควบคู่กับการอนุรักษ์ประเพณีการแข่งขันเรือยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสนามให้อยู่กับคนไทยเพื่อเป็นคลังปัญญาให้เยาวชนรุ่นหลังต่อไป
   เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อจดบันทึกความจงรักภักดีของประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ลุ่มน้ำแห่งวิถีชีวิตสายน้ำ ซึ่งอยู่ใต้ร่มพระบารมี
   
   แนวคิด 
   เป็นภาพที่สื่อความหมายของประเพณีการแข่งขันเรือยาว และวิถีชีวิตของคนไทยในลำน้ำต่างๆ จำนวน 15 ลุ่มน้ำ โดยมีมุมมองภาพในการส่งเสริม อนุรักษ์ และสื่อความหมายในเชิงสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าแห่งความเป็นเอกลักษณ์ และความรักสามัคคี ของคนไทยทั่วประเทศ 
    
   รายละเอียดการประกวดภาพถ่าย แบ่งประเภทเป็น 2 ระดับ
   1.ประเภทระดับท้องถิ่น 
   2.ประเภทระดับประเทศ
   รางวัลการประกวดภาพถ่ายมี ดังนี้
   1.ประเภทระดับท้องถิ่น
   รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร
   รางวัลเข้ารอบ จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 500 บาท
   2.ประเภทระดับประเทศ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
   รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท 
   พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
   รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 30,000 บาท 
   พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 20,000 บาท 
   พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   รางวัลชมเชย 10 รางวัล เงินรางวัล 2,000 บาท 
   พร้อมประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจาก
   1. แนวคิดและจินตนาการ สร้างสรรค์
   2. ความยาก-ง่าย และเทคนิคการถ่ายภาพ
   3. มุมมองใหม่ และความสวยงามของภาพ
    
   กติกาการส่งภาพเข้าประกวด 
   1.เป็นภาพที่ถ่ายในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันเรือยาวประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 23 ธันวาคม 2555 จำนวน 15 สนาม
   2.ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นภาพถ่ายของช่างภาพ ที่ไปลงทะเบียนด้วยตนเองที่จุดนิทรรศการภาพถ่าย ของมูลนิธิภาพถ่าย ที่จัดทุกสนามการแข่งขัน ในระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 23 ธันวาคม 2555หรือส่งภาพทางไปรษณีย์ จะถือวันที่ลงประทับตราของไปรษณีย์ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นวันสุดท้ายที่ปิดการรับภาพประกวดเป็นสำคัญ
   3.สามารถปรับสี ตกแต่งแก้ไขในด้านเทคนิค เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้นแต่ทั้งนี้ภาพจะยังต้องดูเป็นธรรมชาติ เหมือนภาพถ่ายปกติ ไม่เกินเลยตามความเป็นจริง
   4.ขนาดของไฟล์ต้องมีความละเอียด อย่างน้อย 6 ล้านพิกเซล รูปแบบของไฟล์ในแบบมาตรฐาน .TIFF หรือ .JPEG (ไม่รับภาพที่เป็น RAW FILE และไฟล์ที่เป็นสกุลอื่น) 
   5.ส่งภาพได้ไม่เกิน 5 ภาพ ในรูปของแผ่น CD-ROM หรือ DVD-ROM และขอสงวนสิทธิ์ไม่ส่งแผ่น CD หรือ DVD คืน 
   6.ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดจะต้องขยายเป็นภาพถ่ายขนาด 8x10 นิ้ว หรือ 8x12 นิ้ว ไม่ต้องติดกรอบ ให้ส่งภาพถ่ายที่เข้าร่วมประกวดมาพร้อมทั้งไฟล์ภาพที่บันทึกลงแผ่นซีดีหรือดีวีดี และกรอกข้อมูลกำกับผลงานให้อย่างชัดเจน เขียนรายละเอียดการถ่ายภาพ สถานที่ถ่ายภาพ ระบุชื่อผู้ถ่ายภาพ พร้อมตั้งชื่อภาพ และเขียนคำบรรยายภาพ หรือเหตุการณ์ประทับใจ 4-5 บรรทัด 
   7.เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ไม่เคยแสดงต่อสาธารณะและไม่เคยได้รับรางวัลใดๆมาก่อน ผู้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดจะต้องเป็นผู้ถ่ายภาพที่ส่งเข้าประกวดด้วยตนเอง และห้ามมิให้ส่งผลงานในนามผู้อื่น หากตรวจพบจะตัดสิทธิ์รางวัลที่ได้รับและตัดสิทธิ์ในการส่งผลงานเข้าประกวดครั้งต่อๆไป
   8.มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทยมีสิทธิ์คัดเลือกภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดเพื่อนำไปจัดแสดงในที่ต่างๆ และมีสิทธิ์ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานในสูจิบัตรและเอกสารสิ่งพิมพ์ รวมทั้งสารสนเทศทุกประเภท ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนผลงานภาพถ่ายและซีดีที่ส่งเข้าร่วมประกวด ทั้งนี้ภาพที่ส่งเข้าประกวดทุกภาพ ถือเป็นสิทธิ์ของมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว 
   9.การตัดสินจะพิจารณาจากคุณค่าของผลงานเป็นหลัก และคณะกรรมการมีสิทธิ์กำหนดวิธีการตัดสิน การตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินถือว่าเป็นที่สิ้นสุดจะอุทธรณ์มิได้ คณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินจะพิจารณาคัดเลือกเฉพาะผลงานที่มีคุณภาพเหมาะสมเข้าร่วมแสดง
   10.ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลที่ 1 ของประเภทระดับท้องถิ่น ของแต่ละสนาม จะนำเข้ามาประกวดในรอบประเภทระดับประเทศอีกครั้ง
   
   
   กำหนดการ การส่งภาพถ่าย 
   ทางไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 31 ธันวาคม 2555
   ส่งถึง มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย 
   90/41 หมู่บ้านโกลเด้นทร์เพลส ซ.3 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.10220
   ส่งด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 9 กันยายน -23 ธันวาคม 2555 
   (จุดบูทนิทรรศการภาพถ่าย มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย) ในการแข่งขันเรือยาวประจำปี 2555
   ทั้งจำนวน 15 สนาม
   ส่งทางอีเมล์ มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย / cpft-thai@hotmail.com
   
   
   การตัดสินผลงานภาพถ่าย
   - ประเภทระดับท้องถิ่น ตัดสินภาพและประกาศและมอบรางวัล หลังจากการแข่งขันเรือยาว จบทุกๆสนาม จำนวน 15 สนาม
   - ประเภทระดับประเทศ ตัดสินภาพ วันที่ 9 มกราคม 2556 
   และประกาศผลการตัดสินประเภทระดับประเทศ วันที่ 11 มกราคม 2556 
   (สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS)
   คณะกรรมการผู้ตัดสินคะแนน
   1.ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2550
   2.วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2552 
   3.ชูศักดิ์ วรพิทักษ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   4.นพดล อาชาสันติสุข บก.หนังสือ คาเมราจ 
   5.ดร.ชวาล คูร์พิพัฒน์ หน.ภาพวิชาวิทยาศาสตร์ภาพถ่าย ม.จุฬา
   6.สุวิชา เปรมใจชื่น  บริษัท โฟโต้ไฟล์ จำกัด (Fotofile)
   7.อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ศิลปินนักถ่ายภาพโฆษณา
   8.ทวีชัย เจาวัฒนา บก.ศูนย์ภาพเนชั่น


Read more…

กรมทางหลวงจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย” เลื่อนเวลาส่ง เป็น 20 มกราคม 2556


กรมทางหลวงจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทยชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาท
   
   นายวันชัย  ภาคลักษณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาทขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกรมทางหลวงในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรมทางหลวงเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลักของประเทศมายาวนาน มีวิวัฒนาการของการทำงานที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งผลที่ได้จากการทำงาน นำความเจริญรวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านไปสู่ชุมชน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และยังเป็นการเปิดประตูสู่การท่องเที่ยวอีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินงานของกรมทางหลวง ผ่านการถ่ายภาพ โดยภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวด ผู้ส่งต้องถ่ายภาพทางหลวง สะพาน หรือโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง ทั้งนี้ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปลอดภัย ในเขตทางหลวง เช่น ศาลาทางหลวง หลักกิโลเมตร ป้ายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นภาพภายใต้แนวความคิด “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย”โดยสื่อถึงทางหลวงกับการมีส่วนขับเคลื่อนสังคมไทยในมิติต่าง ๆ เช่นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว ความสุขบนทางหลวง ทางหลวงสวยงาม ฯลฯ
   
   อธิบดีกรมทางหลวงยังเปิดเผยต่อไปอีกว่านอกจากมีรางวัลที่ 1-2-3 จำนวน 30,000 บาท 20,000 บาท และ10,000บาท รางวัลชมเชยรางวัลละ1,000 บาท 100 รางวัลแล้วกรมทางหลวงยังมีรางวัลผลโหวตยอดนิยม เงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท ซึ่งมาจากผลโหวตและการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยผ่านการโหวตทางเว็บไซต์ของกรมทางหลวงที่www.doh.go.th  โดยผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.doh.go.th และส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2555 ทั้งนี้ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2354 6530  และ023546668-7
6 ต่อ 2031 และ 2014 ในวันและเวลาราชการ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

กรมทางหลวงขยายจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทยไปถึง 20 มกราคม 2556
    
  นางเปี่ยมสุข กุลธวัชวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวงได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย ชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาทขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกรมทางหลวงในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรมทางหลวงเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลักของประเทศมายาวนาน มีวิวัฒนาการของการทำงานที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งผลที่ได้จากการทำงาน นำความเจริญรวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านไปสู่ชุมชน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และยังเป็นการเปิดประตูสู่การท่องเที่ยวอีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินงานของกรมทางหลวง ผ่านการถ่ายภาพ ซึ่งภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวด ผู้ส่งต้องถ่ายภาพทางหลวง สะพาน หรือโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง ทั้งนี้ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปลอดภัย ในเขตทางหลวง เช่น ศาลาทางหลวง หลักกิโลเมตร ป้ายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นภาพภายใต้แนวความคิด “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย” โดยสื่อถึงทางหลวงกับการมีส่วนขับเคลื่อนสังคมไทยในมิติต่าง ๆ เช่นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว ความสุขบนทางหลวง ทางหลวงสวยงาม ฯลฯ นั้น
   ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง  เปิดเผยต่อไปอีก ขณะนี้ มีผู้สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดการประกวดภาพถ่าย โครงการกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อนสังคมไทย เป็นจำนวนมาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา ประกอบกับขณะนี้เกิดฝนตกหนัก ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ทำให้ผู้สนใจขาดโอกาสในการส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวด ดังนั้น เพื่อให้ผู้สนใจมีระยะเวลาในการบันทึกภาพ และมีส่วนร่วมในการส่งผลงานภาพถ่ายกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย เข้าประกวดมากขึ้น กรมทางหลวงจึงขยายเวลาการส่งผลงานภาพถ่าย โครงการกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย ออกไปอีกถึงวันที่  20 มกราคม 2556  โดยผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.doh.go.th และส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2556  ทั้งนี้ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2354 6530  และ023546668-76 ต่อ 2031 และ 2014 ในวันและเวลาราชการ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

Read more…

Top 10 เคล็ดลับการถ่ายภาพดิจิตอล

คงจะปฏิเสธกฏต่างๆไม่ได้ว่า มันสามารถช่วยให้เรา ได้องค์ประกอบ มุมมองการถ่ายภาพที่หลากหลาย วันนที่ผมมี เคล็ดไม่ลับ 10 ข้อในการถ่ายภาพดิจิตอลให้ดูสมบูรณ์ ชวนหลวงไหล เชิญดูตามด้านล่างได้เลยครับ

 1.กฏ 3 ส่วน

2.ความสมดุล
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips2


3.ระยะไกลใช้ F16
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips3

4.ใส่กรอบแบ่งขั้ว
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips4

5.สร้างความรู้สึกมีมิติระยะชัดลึก
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips5

6.ใช้พื้นหลังที่เรียบง่าย
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips6

7.ไม่ใช้แฟลชในที่ร่ม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips7

8.เลือกการใช้ ISO ให้เหมาะสม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips8

9.Pen เพื่อสร้างมิติ

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips9

10.เล่นกับความเร็วซัตเตอร์

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips10

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips11
   
   

Read more…

ประวัติ จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติและนักถ่ายภาพ




ประวัติ จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติและนักถ่ายภาพ จิตต์ จงมั่นคง ถือว่าเป็นศิลปินนักถ่ายภาพผู้บุกเบิกด้านการถ่ายภาพ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) นายจิตต์ จงมั่นคง เกิดเมื่อวันที่ 1 เดือน มกราคม พ.ศ. 2465 ที่ กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาชั้นมัธยม 4 จาก โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เริ่มงานถ่ายภาพเมื่ออายุได้ประมาณ 16 ปี นับเป็นผู้ที่ได้อุทิศตนให้กับงานด้านการถ่ายภาพและการถ่ายภาพศิลปะอย่างแท้จริง นายจิตต์ จงมั่นคง เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเป็นผู้ทำหน้าที่ล้างฟิล์มถวายเป็นเวลาร่วม 37 ปี
ในวิชาชีพด้านภาพถ่ายนั้น จิตต์ จงมั่นคง ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นทั้งช่างภาพและช่างห้องมืด เป็นที่ยอมรับในวงการถ่ายภาพทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในด้านภาพถ่ายเชิงศิลปะนั้น นายจิตต์ จงมั่นคง ได้ทำการจัดแสดงผลงานในการแสดงภาพถ่ายในประเทศเดนมาร์กและที่ฮ่องกง และแสดงเดี่ยวภาพถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่อื่นๆมากมาย
นายจิตต์ จงมั่นคง เป็นผู้ได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ประจำปีพุทธศักราช 2538.
ภาพถ่าย เมื่อพายุโหม ถ่ายภาพโดย นาย จิตต์ จงมั่นคง 

มีใครบางคนเคยกล่าวว่า การเรียนรู้ชีวิต จากประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อน ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว นับเป็นแบบเรียนที่ดี ที่คนรุ่นต่อๆ มาจะได้ศึกษาเรียนรู้โดยมิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้น มาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป
...และเมื่อใดก็ตามที่เกิดความมุมานะอุตสาหะขึ้นในจิตใจ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใหญ่หลวงเพียงไหน ฝันที่ราวกับอยู่ไกลเกินเอื้อม ก็อาจใกล้เพียงมือคว้า...
นี่ไม่ใช่เพียงประโยคปลอบประโลมใจ หากเป็นมุมชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับ จิตต์ จงมั่นคง อดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีความฝันอันแรงกล้าบรรจุเต็มหัวใจ ทว่าเบื้องบนกลับบันดาลให้เขาต้องเดินไปบนหนทางที่ปูด้วยขวากหนาม
.
.
โอกาส...การศึกษา
นับตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จิตต์ จงมั่นคง มีความจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน และไม่มีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ไหนอีก เนื่องเพราะพี่ชายคนโตเสียชีวิตลง ทำให้เส้นทางของเขา พลิกผันจากเด็กนักเรียนที่เรียนดี เฉลียวฉลาด และน่าจะได้รับโอกาสศึกษาต่อทางด้านแพทยศาสตร์ดังที่บราเธอร์ผู้สอนท่านหนึ่งเคยปรารภไว้ กลับต้องออกมาทำงานทั้งที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
"ฐานะทางบ้านผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พ่อแม่เปิดร้านขายข้าวแกงและขายกาแฟอยู่แถวสี่พระยา ผมก็เกิดที่สี่พระยา ตอนแรกแม่พาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจีนแห่งหนึ่งในย่านตลาดน้อย เรียนกับครูซึ่งติดฝิ่น เวลาสอนครูคนนี้ชอบยืนอยู่ข้างหลังผม เวลาหายใจ กลิ่นก็รดหัวผม ผมบอกครูว่าผมไม่ชอบกลิ่นนี้แต่ครูไม่สนใจ ผมเลยไปบอกแม่ แม่ให้เปลี่ยนโรงเรียน...
ผมจึงมีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พี่ชายคนโตก็เรียนที่นี่ แม่ขอครูให้ช่วยลดหย่อนค่าเล่าเรียน เพราะสมัยนั้นค่าเล่าเรียนเทอมละ ๗ บาท แพงมาก แม่ขอลดหย่อนเหลือ ๕ บาท ส่วนที่ลดหย่อนครูบอกผมว่าต้องช่วยทำความสะอาดโรงเรียน เวลาเลิกเรียนช่วยปัดกวาดโต๊ะเก้าอี้ ให้สะอาดเรียบร้อย แล้วค่อยกลับบ้าน"
ช่วงเวลานั้น จิตต์ จงมั่นคง ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพียงแค่ ๔ ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - มัธยมศึกษาปีที่ ๔
"ครูบอกว่าสมองผมไบรท์มาก เรียนรู้ได้เร็วมาก น่าจะไปเรียนหมอต่อนะ ผมก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่โชคชะตาไม่ดี เกือบๆจบม.๔ พี่ชายคนโตที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมได้เรียน เสียชีวิตลงก่อน พี่ชายผมคนนี้จบ ม.๘ ที่อัสสัมชัญ แล้วได้เข้าทำงานที่โรงพิมพ์ฝรั่งแห่งหนึ่ง ทำให้สามารถส่งน้องเรียนได้…
พอพี่ชายคนโตเสียชีวิต ผมก็ออกมาทำงานที่ร้านถ่ายรูปแถวย่านสี่พระยา ขายวิทยุด้วย แต่ผมอยู่ส่วนร้านถ่ายรูป วันหนึ่งมีคนชวนว่าไปดูห้องมืดมั้ย ผมบอกว่าอยากไปดู ช่างห้องมืดเขาก็แสดงการลงน้ำยา ล้างรูปให้ดู แป๊บเดียวได้รูปออกมาแล้ว ผมรู้สึกมหัศจรรย์มาก ตั้งแต่นั้นมารู้สึกสนใจอยากถ่ายรูป...
ผมซื้อกล้องราคาสิบสลึง ซื้อผ่อนนะครับ เพราะสมัยนั้นได้เงินเดือน ๑๐ บาท วันหยุดทีไร ผมก็เอากล้องออกไปตระเวนถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมาชักจะเก่งขึ้น ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูป ร่วมหุ้นกับพี่ชายอีกคน จากนั้น ฐานะเริ่มดีขึ้น ผมซื้อกล้องเยอรมันตัวหนึ่ง พอถึงวันอาทิตย์ มีกิจกรรมที่ต้องทำ คือวันอาทิตย์หนึ่งตระเวนถ่ายรูป อีกวันอาทิตย์หนึ่งเข้าโรงหนัง ดูเรื่องเดียว ๕ รอบเลย นั่งชั้น ๓ ราคา ๑๒ สตางค์ มื้อเที่ยงไม่กิน ที่ว่าดูหนัง ผมไม่ดูนักแสดงหรอก ผมชอบดูแสง ดูเงา ดูมุมภาพ ชอบดูการให้แสงของคนถ่ายภาพ"

รับใช้เบื้องพระยุคลบาท
จิตต์ จงมั่นคง เล่าต่อมาว่าชีวิตในวัยหนุ่มของเขาฝันเพียงแค่ตนเองสามารถถ่ายรูปหากินได้ หากทว่าด้วยบุญกุศลแห่งโชคชะตาที่ยึดมั่นในคติธรรมการดำรงชีวิตหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้เขาซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้มีโอกาสรับใช้ถวายงานเบื้องพระยุคลบาท
"ตอนสงครามเลิก ผมร่วมทุนกับเพื่อนๆและพี่ชายเปิดร้านล้างอัดขยายรูป โดยการเช่าหน้าร้านโอสถาคาร ระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชา เสด็จพระราชดำเนินนำฟิล์มมาล้างด้วยพระองค์เอง ผมเป็นคนที่เข้าห้องมืดถวายงานพระองค์ท่าน แล้วหลังจากนั้นต่อมา ทรงให้มหาดเล็กเป็นผู้นำฟิล์มมาล้าง ผมถวายงานล้างฟิล์มแด่พระองค์ท่านเป็นเวลา ๓๗ ปี รู้สึกภูมิใจมากที่สุดแล้วในชีวิตนี้"ต่อมาไม่นาน ก็ได้แยกหุ้นกับพี่ชาย ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูปเอง โดยตั้งชื่อร้านว่า 'จิตต์ จงมั่นคง' ขณะเดียวกันก็ไม่เคยละทิ้งด้านการฝึกฝนการถ่ายภาพ
.
.
"สมัยก่อนต้องทำเองหมดทุกกระบวนการ ต้องเรียนรู้ขั้นตอนที่ยากก่อน แล้วถึงจะมาเรียนรู้ในสิ่งที่ง่าย เรื่องการถ่ายรูปผมเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกถ่ายรูปในกรุงเทพฯ หลายๆ ที่ และต้องบันทึกไว้หมดว่ารูปนี้ อากาศขนาดนี้ เปิดหน้ากล้องเท่าไหร่ ใช้ความไวแสงเท่าไหร่ แล้วสมัยนั้น ค่ารถเมล์ถูกมากนะ ๒ สตางค์ จากบ้านสี่พระยา นั่งรถเมล์ไปถ่ายรูปในเขาดิน ๒ สตางค์ ไปเขาดินเกือบทุกอาทิตย์เลย หรือระหว่างทางถ้าเห็นที่ไหนถูกใจก็ลงไปถ่ายรูปไว้
ผมขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วยการอ่านหนังสือของอเมริกาและอังกฤษ ถ้าคำไหนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เปิดดิกชันนารี"
ศิลปินอาวุโสกล่าวว่าสมัยนั้น ชีวิตต้องกินอยู่อย่างมัธยัสถ์ เพื่อเก็บเงินเอาไว้ซื้ออุปกรณ์กล้องและซื้อหนังสือเพื่อศึกษาด้านการถ่ายภาพด้วยตนเอง
การให้ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่
"มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลย ในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ชั้น ม.๓ พอเลิกเรียน ผมชอบไปร้านหนังสือในเซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่พระยา เข้าไปดูหนังสือสอนการถ่ายภาพ เจ้าของร้านเป็นใครไม่ทราบ ผมเข้าไปดูทุกเย็น จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณเตียง เจ้าของเซ็นทรัล เอ่ยปากอนุญาตให้ผมยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน คงเห็นว่าผมมาทุกเย็น โอ้โฮ ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก เราไม่ต้องซื้อหนังสือเอง มีคนใจดีให้ยืม เพียงแต่คุณเตียงบอกว่าอย่าทำยับนะ อ่านเสร็จแล้วก็ให้มาคืน"
คงไม่มีใครคาดคิดว่า เด็กหนุ่มผู้มีฐานะยากจนที่โชคดีได้รับความเอื้ออารีจาก เตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนั้น วันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นนักถ่ายภาพผู้ยิ่งยง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมสูงสุดมากมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซ้ำยังเคยมีโอกาสได้ไปแสดงงานภาพถ่ายของตนเองที่ประเทศเดนมาร์ก ฮ่องกง อีกทั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
.
ผลงานภาพ "บัลเลต์กระดาษ"
.
"ผมถือคติว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เพราะฉะนั้นชีวิตจึงต้องมีความอดทน มีความขยันจากประสบการณ์การทำงานผมได้ความรู้ต่างๆมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าพอได้แล้วก็ลืม ในชีวิตของการทำงานในห้องมืด ผมไม่เคยล้างฟิล์มของลูกค้าเสียเลย เพราะเราต้องทำด้วยความละเอียด ละเมียดละไม ใครล้างฟิล์มไม่เก่ง เข้าห้องมืดไม่มีเทคนิค ก็จะไม่ได้ภาพที่สวย...
และการถ่ายภาพให้สวย ผมคิดว่า ประการแรก ต้องมีจินตนาการ ประการที่ ๒ ภาพที่สวยต้องได้อารมณ์ ได้สมดุลของภาพ ประการที่ ๓ ภาพนั้นต้องแสดงความรู้สึกให้ผู้เห็นภาพดูแล้วเกิดความเศร้าใจ ดีใจ หรือสุขใจ ปัจจัยเหล่านี้สำคัญ เพราะภาพขาวดำมีเพียง ๓ สี คือ สีขาว สีดำ สีเทา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องช่วยแต่งภาพให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้ภาพนั้นมีความรู้สึกมากขึ้น...
ความจริงผมชอบภาพขาวดำมากกว่าภาพสีนะ แต่ตอนหลังลูกๆหลานๆบอกว่าผมเชย" (หัวเราะ)
ครั้งหนึ่ง เมื่อผลงานภาพถ่ายของ จิตต์ จงมั่นคง เริ่มเป็นที่ยอมรับ และตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงด้านการถ่ายภาพนิ่ง ทำให้ได้รับงานถ่ายภาพโฆษณาของโฟล์คสวาเกน ซึ่งผลงานที่ออกมาเป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
.
.
.
การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ
"ผมคิดว่างานถ่ายภาพคืองานศิลปะ สิ่งสำคัญต้องมีจินตนาการ ภาพต้องมีอารมณ์ ดูแล้วให้ความรู้สึก และภาพต้องมีน้ำหนักของแสง คนถ่ายภาพก็ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี เพื่อให้ผลงานนั้นออกมาดีที่สุด...
ความจริงงานถ่ายภาพ สนุกก็สนุก เหนื่อยก็เหนื่อย สนุกตรงที่หามุมถ่าย ไม่ใช่จะถ่ายมุมไหนก็ได้ เราต้องหามุมให้เจอ...
งานเขียนภาพกับงานถ่ายภาพนี่ความยากง่ายต่างกันนะ อย่างการเขียนภาพ ถ้าไม่ชอบใจก็ลบทิ้ง วาดใหม่ได้ แต่งานถ่ายรูป เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้เทคโนโลยี และต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ ถ้าแสงเงาไม่ดี รูปนั้นก็จะออกมาไม่สวย"
ตลอดชีวิตการทำงาน ศิลปินอาวุโสยอมรับว่าเขาได้ค้นพบปรัชญาที่ดี และงานถ่ายภาพมีความหมายต่อชีวิตมาก
"ทำให้ชีวิตของผมมีความรุ่งเรือง รู้จักมองโลกในแง่ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเรามองโลกแต่ในด้านร้าย ชีวิตก็คงอับจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาชีวิตของคนถ่ายภาพ คือต้องมีความขยัน มีความอดทน อดทนนี่สำคัญที่สุด อดทนที่จะรอเวลาให้เราได้ถ่ายภาพที่ดีที่สุด ใจต้องเย็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ภาพที่ดี ไม่เหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ใช้กล้องดิจิทัล ภาพไม่ดีก็กดลบทิ้ง ถ่ายใหม่ได้ แต่สมัยก่อนต้องใช้ฟิล์ม ซึ่งค่าฟิล์มแพงมาก ถ้าถ่ายออกมาแล้วรูปไม่ดี ก็เปลืองฟิล์ม...
เทคนิคต่างๆ ในการถ่ายภาพ ผมเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง แล้วต้องดิ้นได้ ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ต้องหามุมถ่ายภาพเป็น น้ำยาในการล้างรูปก็สำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของภาพได้ เราต้องเรียนรู้ให้หมดว่าน้ำยาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถึงจะได้ภาพที่เราต้องการ"
.
ภาพถ่าย หญ้าอ่อน ถ่ายภาพโดย นาย จิตต์ จงมั่นคง
.
รางวัลแห่งชีวิต
ด้วยความมุ่งมั่นอุตสาหะและมีฉันทะต่องาน จิตต์ จงมั่นคง ถึงกับออกปากในวันนี้ว่า เกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชีวิตของนักถ่ายภาพธรรมดาๆคนหนึ่งเช่นเขา ก็คือรางวัลภาพชนะเลิศพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"รางวัลนี้ทำให้นักถ่ายภาพอย่างผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด ผมได้รับรางวัลชนะเลิศพระราชทาน จากภาพถ่ายชื่อว่า 'เมื่อพายุโหม' ซึ่งเป็นภาพที่ผมส่งเข้าประกวด และต้องแข่งขันกับบรรดานักถ่ายภาพนานาชาติ ปีนั้น ผมจำได้ว่ามีคนส่งภาพเข้าประกวด ๔,๐๐๐ กว่าภาพ ภาพของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ รู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต...
และเมื่อได้รางวัลแห่งความภาคภูมินั้นมาแล้ว เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ไม่ควรหลงระเริง"
นั่นเป็นคำกล่าวช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ)......จิตต์ จงมั่นคง...
บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบหนึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด
เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้ว อาจจะเป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆ มาได้ศึกษาเรียนรู้โดยที่มิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป

"จิตต์ จงมั่นคง" ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2538 ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ 7 เมษายน 2552 เวลา 13.37 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ สิริอายุ 87 ปี โดยมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพไปเมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2552 เวลา 16.00 น. ณ ศาลา 3 วัดธาตุทอง สุขุมวิท จากนั้นทายาทและลูกศิษย์ได้จัดสวดพระอภิธรรม ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2552 เวลา 19.00 น. และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 11 เมษายน 2552 เวลา 19.00 น.

Read more…

ยอดนิยม

ป้ายกำกับ

White Balance หรือ สมดุลแสงสีขาว




เคยสงสัยกันไหมครับ? ว่าทำไมรูปภาพที่เราถ่าย โทนสีถึงไม่คล้ายกับสิ่งที่ตาเราเห็น หลายคนก็โทษว่ากล้องไม่ดีบ้าง (เข้าข่ายรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง) หลายคนก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของกล้องถ่ายรูป แต่จริงๆ สิ่งสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโทนสีของภาพอย่างมากคือ “White Balance” (WB) หรือ“ค่าสมดุลแสงสีขาว”
             
              หลายคนคงคุ้นหู คุ้นตากับคำว่า “White Balance” (WB) หรือ “ค่าสมดุลแสงสีขาว”กันมาบ้าง เจ้าตัวนี้มันมีอยู่ในกล้องของพวกเราทุกๆคน แต่พี่เอมเชื่อว่า คงมีน้องหลายคน(จริงๆ) ที่ไม่เคยสนใจเจ้าตัวนี้ หรือเคยเห็นแต่ไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้ ก็เลยไม่สนใจมันซะเลย (ปรับ Auto อย่างเดียว) ทำให้โทนสีของภาพเราผิดเพี้ยน  เดี๋ยวอมฟ้า เดี๋ยวอมส้มบ้าง ทำให้ภาพที่ควรจะสวย กลับดูธรรมดาไปซะอย่างนั้น  ส่วนวิธีการแก้ไขนั้นง่ายนิดเดียวครับ!
               

Daylight
สัญลักษณ์จะเป็นรูปดวงอาทิตย์ White Balance แบบนี้จะใช้ในตอนที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แดดเปรี้ยงๆ เมฆไม่มาก ถ้าแสงเป็นแบบนี้คงที่ก็ใช้เลยครับ
Shade
สัญลักษณ์รูปบ้าน มีแสงส่องที่ชายคา White Balance แบบนี้ถ้าดูภาพออกคุณก็จะรู้ทันทีว่าเอาไว้ใช้เวลาที่ถ่ายภาพในร่มนั่นเองครับ
Cloudy
สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆ White Balance ใช้เวลาที่เราถ่ายภาพกลางแจ้ง แต่ในสภาพที่ฟ้าครึ้ม เต็มไปด้วยเมฆ
Tungsten
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟแบบมีไส้ White Balance แบบนี้ก็หมายความตรงตัวเลย ถ้าคุณไปเจอสภาพแสงที่มาจากหลอดไส้แล้วล่ะก็ ใช้เจ้าตัวนี้เลย
Fluorescent
สัญลักษณ์รูปหลอดไฟนีออน White Balance แบบนี้ก็เช่นกัน ถ้าแสงมาจากหลอดไฟนีออนก็ใช้แบบนี้
Flash
สัญลักษณ์รูปฟ้าผ่า White Balance แบบนี้ไม่ได้ใช้ถ่ายรูปฟ้าผ่านะครับ แต่เอาไว้ใช้ตอนที่เราถ่ายรูปโดยใช้แฟลชครับ แต่จากข้อสังเกตของผมคือ White Balance แบบนี้ผลที่ได้มักจะใกล้เคียงกับแบบ Daylight เพราะว่าแฟลชในปัจจุบันมักจะให้อุณหภูมิของแสงใกล้เคียงกับ Daylight นั่นเองครับ
Custom White Balance
White Balance แบบนี้ใช้ในกรณีที่เราต้องการกำหนดค่าเอง โดยใช้กระดาษเทากลางมาเป็นตัวกำหนด ซึ่งผมลองแล้วพบว่ามีประโยชน์มาก เพราะส่วนใหญ่ White Balance ที่กล้องเซตมาให้นั้นเป็นค่ากลางๆ บางครั้งก็ไม่ถูกต้องหรือถูกใจเราเท่าไหร่นัก แต่หากเราถ่ายภาพในสภาพแสงที่คงที่ เช่น ในห้อง เราก็สามารถกำหนดค่า White Balance ใช้เอง โดยถ่ายภาพกระดาษเทากลาง (ถ่ายเต็มเฟรม ให้มีแต่สีเทาในภาพ) แล้วให้กล้องใช้ภาพนั้นเป็น White Balance คราวนี้คุณสามารถถ่ายรูปเป็นร้อยเป็นพันรูปในห้องนั้นโดยไม่ต้องสนใจค่า White Balance อีกเลย เพราะทุกรูปจะมีค่าเหมือนกันหมด
อย่างไรก็ตามการตั้งค่า Custom White Balance นั้นก็มีข้อด้อยมิใช่น้อยครับ เพราะหากเราไม่ได้ถ่ายภาพในสภาพแสงคงที่แล้วล่ะก็ นรกมาเยือนครับ เพราะเมื่อแสงเปลี่ยน White Balance ที่เคยถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นเละไปทันที หากต้องการให้ถูกต้องก็ต้องมาตั้งกันใหม่ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่มีเวลาขนาดนั้น เช่น ในการถ่ายภาพงานแต่งงาน หรืออีเว้นท์ต่างๆที่ช่างภาพต้องทำงานแข่งกับเวลา
อีกวิธีหนึ่งคือการเอากระดาษสีเทากลางไปวางไว้ภายใต้แสงที่เราต้องการถ่ายภาพ แล้วใช้ปรับแก้เอาในโปรแกรม Adobe Photoshop Lightroom แต่คุณต้องถ่ายภาพเป็น RAW นะครับ วิธีนี้ค่อนข้างสะดวก แต่คุณก็ต้องขยันพอสมควร คือ เมื่อคุณเปลี่ยนแสง คุณก็ถ่ายภาพโดยมีกระดาษเทากลางอยู่ในภาพนั้นใหม่อีกภาพ ทำไปเรื่อยๆครับ
แก้ไข White Balance
Kelvin
สัญลักษณ์อักษร K โดย White Balance แบบนี้เราสามารถกำหนดอุณหภูมิของแสงได้เอง เช่น อยากให้ภาพออกโทนอุ่น ก็ตั้งให้ค่ามากกว่ากว่า 5,500 เคลวิน ส่วนหากออกโทนเย็น ก็ตั้งค่าน้อยกว่า เป็นต้นครับ ส่วนหากตั้งกันแบบเป๊ะๆ ก็ต้องไปซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิของแสงมา ซึ่งอันนี้เหมาะกับระดับมืออาชีพที่ต้องการความถูกต้องของสีมากๆ เช่น ในการถ่ายงานโฆษณา อะไรทำนองนั้นครับ น้อยคนครับที่จะใช้เจ้าเครื่องมือตัวนี้
Auto White Balance
AWB เจ้าตัวนี้จริงๆอยู่ตัวแรก แต่ผมเก็บมาเล่าตัวสุดท้ายเพราะเรื่องมันยาวนิดนึง White Balance ตัวนี้ ผมใช้ตลอดเวลา!!! ตอนนี้ผมไม่เคยเปลี่ยนใจไปจากมันเลย เพราะอะไรมาฟังผมโม้ต่อเลยครับ
Auto White Balance นั้นกล้องจะทำการคำนวณค่าที่ (ส่วนใหญ่) จะเหมาะสมให้กับเราเองครับ สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้ใช้ และสำหรับมือเก่า ผมก็แนะนำให้ใช้ สำหรับมือใหม่นั้นคุณก็ตั้งค่า White Balance แบบนี้เพื่อคุณจะได้ไปสนใจเรื่องอื่นก่อน เมื่อชำนาญหมดแล้ว ค่อยมาสนใจเรื่องนี้ เพราะกล้องปัจจุบันมักจะคำนวณค่า White Balance ในค่าที่เรารับได้เป็นส่วนใหญ่ครับ แต่ช้าก่อน!!! อย่าคิดว่าชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป การใช้ AWB คู่กับการถ่ายภาพออกมาเป็น jpg นั้นผมไม่แนะนำ เพราะบางครั้งหากกล้องคิดผิด ภาพของคุณสีก็จะเพี้ยนไปเลย การแก้ไขภายหลังจะทำได้ยากครับ ดังนั้นหากคุณถ่ายภาพเป็น jpg ก็ควรจะรู้การตั้งค่า White Balance แบบต่างๆดังที่กล่าวข้างต้น
ส่วนที่ว่าผมใช้ AWB ตลอดเวลานั้น เพราะผมถ่ายภาพเป็น RAW ครับ ผมตั้งค่าแบบนี้เพื่อที่ผมจะได้ตัดข้อกังวลใจไปหนึ่งข้อ เพระผมถ่ายรูปแต่งงาน หากมาเสียเวลาเปลี่ยนค่าโน่นนี่นั่น มันไม่ทันกินครับ ทุกอย่างต้องทำแข่งกับเวลา และเมื่อผมถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยมาเปลี่ยนค่า White Balance ในคอมพิวเตอร์ที่บ้านในภายหลัง ซึ่งจะได้ค่าที่ถูกต้องมากกว่าด้วยครับ
ส่วนการถ่ายภาพทั่วๆไปหรือภาพวิวทิวทัศน์ ในการถ่ายภาพเป็น RAW นั้น คุณจะสามารถเปลี่ยนค่า White Balance บางครั้งไม่ต้องถูกต้องก็ได้ เช่น สำหรับการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก หากคุณตั้งค่าเป็นแบบ Cloudy ก็จะได้ภาพที่ดูส้มมากขึ้น ดูอบอุ่นมากขึ้น หรือหากคุณเปลี่ยนค่าเป็น Tungsten หรือ Florescent จะได้ภาพอมฟ้า ดูเยือกเย็น อะไรทำนองนั้น ส่วนการถ่ายภาพบุคคล อันนี้ฝรั่งชอบใช้คือใช้ Cloudy หรือ Shade เพื่อให้ผิวดูมีสีสันมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ฝรั่งเค้าชอบผิวสีแทนกัน ส่วนคนไทยผมว่าอาจจะไม่เหมาะนัก เพราะเราชอบผิวขาวใสกันมากกว่า เอาละครับ แล้วแต่ใครชอบแบบไหนก็แล้วกันครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก www.photowithjack.com

ประกวดภาพถ่าย B’ coz of U Photo contest หัวข้อ จับใจ ชิงรางวัล+ทุนการศึกษา


ขอเชิญ นักถ่ายภาพ นักแชร์ภาพ และ นักแต่งภาพ ภาพทุกท่าน
มาร่วมส่งผลงานภาพถ่ายของท่านเอง ในโครงการ
B’ coz of U Photo contest ปี 4
หัวข้อประกวด “จับใจ”
งานประกวดภาพถ่าย งานเดียวที่ให้คุณเลือกสร้างสรรค์ผลงาน
ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตามถนัดในแบบของคุณ

ร่วมชิงรางวัล โล่เกียรติยศ เงินสด ของที่ระลึก 
พร้อมร่วมมอบทุนการศึกษา มูลค่ารวมทั้งหมดกว่า 300,000 บาท
เริ่มรับผลงานวันที่ 1 กันยายน 2555 – 31 ตุลาคม 2555 นี้เท่านั้น

แนวคิดการจัดโครงการในปีนี้ :
การถ่ายภาพในปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดทั้ง เครื่องมือ เทคนิค กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงาน และช่องทางในการนำเสนอผลงาน เพื่อให้ผลงานที่สร้างขึ้นสามารถสื่อสาร และ นำเสนอข้อความจากผู้สร้างสรรค์ไปยังผู้เสพผลงานได้ตรงตามความตั้งใจ และ กว้างขวาง
ดังนั้นในปีนี้จึงได้แบ่งกลุ่มของผลงานออกเป็น 3 กลุ่ม ให้ตรงตาม ไลฟ์สไตล์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ทั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ผลงานสามารถเลือกกลุ่ม เพื่อส่งเข้ามาร่วมประกวดได้เพียง 1 กลุ่มเท่านั้น โดยแบ่งเป็น
1. กลุ่ม Social network Photo Contest
2. กลุ่ม Traditional Photo Contest
3. กลุ่ม Photo Creative Contest
ซึ่งทุกกลุ่มจะได้รับโจทย์เดียวกัน โดยให้นำเสนอผลงานที่สามารถแสดงความหมาย หรือให้ความรู้สึกภายใต้หัวข้อ "จับใจ" ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยแต่ละกลุ่มจะมีเงื่อนไขการส่งผลงานต่างกันไป ทั้งนี้จึงได้เชิญ ศิลปิน นักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้ามาร่วมในการพิจารณาคัดเลือกผลงานด้วย โดยในปีนี้มีแนวคิดในการจัดการประกวดว่า "เจ้าของผลงานได้รางวัล สถาบันได้ทุนการศึกษา" โดยทางบริษัท ออสก้า โฮลดิ้ง จำกัด จะร่วมมอบทุนการศึกษาให้กับสถาบันการศึกษา ที่ผู้ส่งผลงานภาพเข้าประกวดระบุ จำนวน 4 สถาบัน 
ขอให้ รอยยิ้ม และน้ำจิตน้ำใจอันงดงาม จงสถิตอยู่ในหัวใจของนักถ่ายภาพทุกคน


โครงการประกวดภาพถ่าย “สืบตำนานประเพณีแข่งเรือยาวทั่วไทย” ชิงถ้วยพระราชทาน


  โครงการประกวดภาพถ่าย “สืบตำนานประเพณีแข่งเรือยาวทั่วไทย”
   ชิงถ้วยพระราชทาน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ”
   โดย ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ร่วมกับสำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 
   และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล) ร่วมกับมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   
   วัตถุประสงค์การประกวด
   มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย นำโดย ฯพณฯ ท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานมูลนิธิฯ ได้เล็งเห็นคุณค่าวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตคนไทย ที่ผูกพันกับแม่น้ำ ลุ่มน้ำของประเทศไทย 
   เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ประเพณีการแข่งขันเรือยาว และวิถีชีวิต ของคนไทยในลุ่มน้ำทั้ง 15 ลุ่มน้ำ รวบรวมเป็นข้อมูลดิบให้กับคนไทย และเก็บในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำหรับค้นคว้าควบคู่กับการอนุรักษ์ประเพณีการแข่งขันเรือยาวที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสนามให้อยู่กับคนไทยเพื่อเป็นคลังปัญญาให้เยาวชนรุ่นหลังต่อไป
   เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อจดบันทึกความจงรักภักดีของประชาชนคนไทยที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ลุ่มน้ำแห่งวิถีชีวิตสายน้ำ ซึ่งอยู่ใต้ร่มพระบารมี
   
   แนวคิด 
   เป็นภาพที่สื่อความหมายของประเพณีการแข่งขันเรือยาว และวิถีชีวิตของคนไทยในลำน้ำต่างๆ จำนวน 15 ลุ่มน้ำ โดยมีมุมมองภาพในการส่งเสริม อนุรักษ์ และสื่อความหมายในเชิงสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าแห่งความเป็นเอกลักษณ์ และความรักสามัคคี ของคนไทยทั่วประเทศ 
    
   รายละเอียดการประกวดภาพถ่าย แบ่งประเภทเป็น 2 ระดับ
   1.ประเภทระดับท้องถิ่น 
   2.ประเภทระดับประเทศ
   รางวัลการประกวดภาพถ่ายมี ดังนี้
   1.ประเภทระดับท้องถิ่น
   รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร
   รางวัลเข้ารอบ จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 500 บาท
   2.ประเภทระดับประเทศ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
   รางวัลที่ 1 เงินรางวัล 100,000 บาท 
   พร้อมถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
   รางวัลที่ 2 เงินรางวัล 30,000 บาท 
   พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   รางวัลที่ 3 เงินรางวัล 20,000 บาท 
   พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   รางวัลชมเชย 10 รางวัล เงินรางวัล 2,000 บาท 
   พร้อมประกาศเกียรติคุณ จากมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจาก
   1. แนวคิดและจินตนาการ สร้างสรรค์
   2. ความยาก-ง่าย และเทคนิคการถ่ายภาพ
   3. มุมมองใหม่ และความสวยงามของภาพ
    
   กติกาการส่งภาพเข้าประกวด 
   1.เป็นภาพที่ถ่ายในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันเรือยาวประจำปี 2555 ระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 23 ธันวาคม 2555 จำนวน 15 สนาม
   2.ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นภาพถ่ายของช่างภาพ ที่ไปลงทะเบียนด้วยตนเองที่จุดนิทรรศการภาพถ่าย ของมูลนิธิภาพถ่าย ที่จัดทุกสนามการแข่งขัน ในระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 23 ธันวาคม 2555หรือส่งภาพทางไปรษณีย์ จะถือวันที่ลงประทับตราของไปรษณีย์ วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นวันสุดท้ายที่ปิดการรับภาพประกวดเป็นสำคัญ
   3.สามารถปรับสี ตกแต่งแก้ไขในด้านเทคนิค เพื่อให้ภาพมีคุณภาพดีขึ้นแต่ทั้งนี้ภาพจะยังต้องดูเป็นธรรมชาติ เหมือนภาพถ่ายปกติ ไม่เกินเลยตามความเป็นจริง
   4.ขนาดของไฟล์ต้องมีความละเอียด อย่างน้อย 6 ล้านพิกเซล รูปแบบของไฟล์ในแบบมาตรฐาน .TIFF หรือ .JPEG (ไม่รับภาพที่เป็น RAW FILE และไฟล์ที่เป็นสกุลอื่น) 
   5.ส่งภาพได้ไม่เกิน 5 ภาพ ในรูปของแผ่น CD-ROM หรือ DVD-ROM และขอสงวนสิทธิ์ไม่ส่งแผ่น CD หรือ DVD คืน 
   6.ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดจะต้องขยายเป็นภาพถ่ายขนาด 8x10 นิ้ว หรือ 8x12 นิ้ว ไม่ต้องติดกรอบ ให้ส่งภาพถ่ายที่เข้าร่วมประกวดมาพร้อมทั้งไฟล์ภาพที่บันทึกลงแผ่นซีดีหรือดีวีดี และกรอกข้อมูลกำกับผลงานให้อย่างชัดเจน เขียนรายละเอียดการถ่ายภาพ สถานที่ถ่ายภาพ ระบุชื่อผู้ถ่ายภาพ พร้อมตั้งชื่อภาพ และเขียนคำบรรยายภาพ หรือเหตุการณ์ประทับใจ 4-5 บรรทัด 
   7.เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ไม่เคยแสดงต่อสาธารณะและไม่เคยได้รับรางวัลใดๆมาก่อน ผู้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดจะต้องเป็นผู้ถ่ายภาพที่ส่งเข้าประกวดด้วยตนเอง และห้ามมิให้ส่งผลงานในนามผู้อื่น หากตรวจพบจะตัดสิทธิ์รางวัลที่ได้รับและตัดสิทธิ์ในการส่งผลงานเข้าประกวดครั้งต่อๆไป
   8.มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทยมีสิทธิ์คัดเลือกภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดเพื่อนำไปจัดแสดงในที่ต่างๆ และมีสิทธิ์ในการจัดพิมพ์เผยแพร่ผลงานในสูจิบัตรและเอกสารสิ่งพิมพ์ รวมทั้งสารสนเทศทุกประเภท ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนผลงานภาพถ่ายและซีดีที่ส่งเข้าร่วมประกวด ทั้งนี้ภาพที่ส่งเข้าประกวดทุกภาพ ถือเป็นสิทธิ์ของมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย แต่เพียงผู้เดียว 
   9.การตัดสินจะพิจารณาจากคุณค่าของผลงานเป็นหลัก และคณะกรรมการมีสิทธิ์กำหนดวิธีการตัดสิน การตัดสินของคณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินถือว่าเป็นที่สิ้นสุดจะอุทธรณ์มิได้ คณะกรรมการคัดเลือกและตัดสินจะพิจารณาคัดเลือกเฉพาะผลงานที่มีคุณภาพเหมาะสมเข้าร่วมแสดง
   10.ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลที่ 1 ของประเภทระดับท้องถิ่น ของแต่ละสนาม จะนำเข้ามาประกวดในรอบประเภทระดับประเทศอีกครั้ง
   
   
   กำหนดการ การส่งภาพถ่าย 
   ทางไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 9 กันยายน – 31 ธันวาคม 2555
   ส่งถึง มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย 
   90/41 หมู่บ้านโกลเด้นทร์เพลส ซ.3 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม.10220
   ส่งด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 9 กันยายน -23 ธันวาคม 2555 
   (จุดบูทนิทรรศการภาพถ่าย มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย) ในการแข่งขันเรือยาวประจำปี 2555
   ทั้งจำนวน 15 สนาม
   ส่งทางอีเมล์ มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย / cpft-thai@hotmail.com
   
   
   การตัดสินผลงานภาพถ่าย
   - ประเภทระดับท้องถิ่น ตัดสินภาพและประกาศและมอบรางวัล หลังจากการแข่งขันเรือยาว จบทุกๆสนาม จำนวน 15 สนาม
   - ประเภทระดับประเทศ ตัดสินภาพ วันที่ 9 มกราคม 2556 
   และประกาศผลการตัดสินประเภทระดับประเทศ วันที่ 11 มกราคม 2556 
   (สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS)
   คณะกรรมการผู้ตัดสินคะแนน
   1.ยรรยง โอฬาระชิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2550
   2.วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2552 
   3.ชูศักดิ์ วรพิทักษ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
   4.นพดล อาชาสันติสุข บก.หนังสือ คาเมราจ 
   5.ดร.ชวาล คูร์พิพัฒน์ หน.ภาพวิชาวิทยาศาสตร์ภาพถ่าย ม.จุฬา
   6.สุวิชา เปรมใจชื่น  บริษัท โฟโต้ไฟล์ จำกัด (Fotofile)
   7.อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ศิลปินนักถ่ายภาพโฆษณา
   8.ทวีชัย เจาวัฒนา บก.ศูนย์ภาพเนชั่น


กรมทางหลวงจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย” เลื่อนเวลาส่ง เป็น 20 มกราคม 2556


กรมทางหลวงจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทยชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาท
   
   นายวันชัย  ภาคลักษณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาทขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกรมทางหลวงในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรมทางหลวงเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลักของประเทศมายาวนาน มีวิวัฒนาการของการทำงานที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งผลที่ได้จากการทำงาน นำความเจริญรวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านไปสู่ชุมชน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และยังเป็นการเปิดประตูสู่การท่องเที่ยวอีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินงานของกรมทางหลวง ผ่านการถ่ายภาพ โดยภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวด ผู้ส่งต้องถ่ายภาพทางหลวง สะพาน หรือโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง ทั้งนี้ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปลอดภัย ในเขตทางหลวง เช่น ศาลาทางหลวง หลักกิโลเมตร ป้ายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นภาพภายใต้แนวความคิด “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย”โดยสื่อถึงทางหลวงกับการมีส่วนขับเคลื่อนสังคมไทยในมิติต่าง ๆ เช่นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว ความสุขบนทางหลวง ทางหลวงสวยงาม ฯลฯ
   
   อธิบดีกรมทางหลวงยังเปิดเผยต่อไปอีกว่านอกจากมีรางวัลที่ 1-2-3 จำนวน 30,000 บาท 20,000 บาท และ10,000บาท รางวัลชมเชยรางวัลละ1,000 บาท 100 รางวัลแล้วกรมทางหลวงยังมีรางวัลผลโหวตยอดนิยม เงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท ซึ่งมาจากผลโหวตและการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยผ่านการโหวตทางเว็บไซต์ของกรมทางหลวงที่www.doh.go.th  โดยผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.doh.go.th และส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2555 ทั้งนี้ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2354 6530  และ023546668-7
6 ต่อ 2031 และ 2014 ในวันและเวลาราชการ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

กรมทางหลวงขยายจัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทยไปถึง 20 มกราคม 2556
    
  นางเปี่ยมสุข กุลธวัชวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่กรมทางหลวงได้จัดโครงการประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย ชิงเงินรางวัลกว่า 170,000 บาทขึ้น เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกรมทางหลวงในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากรมทางหลวงเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคหลักของประเทศมายาวนาน มีวิวัฒนาการของการทำงานที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งผลที่ได้จากการทำงาน นำความเจริญรวมทั้งก่อให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้านไปสู่ชุมชน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข และยังเป็นการเปิดประตูสู่การท่องเที่ยวอีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดำเนินงานของกรมทางหลวง ผ่านการถ่ายภาพ ซึ่งภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวด ผู้ส่งต้องถ่ายภาพทางหลวง สะพาน หรือโครงการก่อสร้างของกรมทางหลวง ทั้งนี้ รวมถึงสิ่งปลูกสร้าง อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ปลอดภัย ในเขตทางหลวง เช่น ศาลาทางหลวง หลักกิโลเมตร ป้ายต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นภาพภายใต้แนวความคิด “กรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย” โดยสื่อถึงทางหลวงกับการมีส่วนขับเคลื่อนสังคมไทยในมิติต่าง ๆ เช่นเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว ความสุขบนทางหลวง ทางหลวงสวยงาม ฯลฯ นั้น
   ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง  เปิดเผยต่อไปอีก ขณะนี้ มีผู้สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดการประกวดภาพถ่าย โครงการกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อนสังคมไทย เป็นจำนวนมาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา ประกอบกับขณะนี้เกิดฝนตกหนัก ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย ทำให้ผู้สนใจขาดโอกาสในการส่งผลงานภาพถ่ายเข้าประกวด ดังนั้น เพื่อให้ผู้สนใจมีระยะเวลาในการบันทึกภาพ และมีส่วนร่วมในการส่งผลงานภาพถ่ายกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย เข้าประกวดมากขึ้น กรมทางหลวงจึงขยายเวลาการส่งผลงานภาพถ่าย โครงการกรมทางหลวงกับการขับเคลื่อน...สังคมไทย ออกไปอีกถึงวันที่  20 มกราคม 2556  โดยผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ www.doh.go.th และส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2556  ทั้งนี้ถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2354 6530  และ023546668-76 ต่อ 2031 และ 2014 ในวันและเวลาราชการ หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

Top 10 เคล็ดลับการถ่ายภาพดิจิตอล

คงจะปฏิเสธกฏต่างๆไม่ได้ว่า มันสามารถช่วยให้เรา ได้องค์ประกอบ มุมมองการถ่ายภาพที่หลากหลาย วันนที่ผมมี เคล็ดไม่ลับ 10 ข้อในการถ่ายภาพดิจิตอลให้ดูสมบูรณ์ ชวนหลวงไหล เชิญดูตามด้านล่างได้เลยครับ

 1.กฏ 3 ส่วน

2.ความสมดุล
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips2


3.ระยะไกลใช้ F16
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips3

4.ใส่กรอบแบ่งขั้ว
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips4

5.สร้างความรู้สึกมีมิติระยะชัดลึก
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips5

6.ใช้พื้นหลังที่เรียบง่าย
บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips6

7.ไม่ใช้แฟลชในที่ร่ม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips7

8.เลือกการใช้ ISO ให้เหมาะสม

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips8

9.Pen เพื่อสร้างมิติ

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips9

10.เล่นกับความเร็วซัตเตอร์

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips10

บนสิบดิจิตอลถ่ายภาพ tips11
   
   

ประวัติ จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติและนักถ่ายภาพ




ประวัติ จิตต์ จงมั่นคง ศิลปินแห่งชาติและนักถ่ายภาพ จิตต์ จงมั่นคง ถือว่าเป็นศิลปินนักถ่ายภาพผู้บุกเบิกด้านการถ่ายภาพ และได้รับการคัดเลือกให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) นายจิตต์ จงมั่นคง เกิดเมื่อวันที่ 1 เดือน มกราคม พ.ศ. 2465 ที่ กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาชั้นมัธยม 4 จาก โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เริ่มงานถ่ายภาพเมื่ออายุได้ประมาณ 16 ปี นับเป็นผู้ที่ได้อุทิศตนให้กับงานด้านการถ่ายภาพและการถ่ายภาพศิลปะอย่างแท้จริง นายจิตต์ จงมั่นคง เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเป็นผู้ทำหน้าที่ล้างฟิล์มถวายเป็นเวลาร่วม 37 ปี
ในวิชาชีพด้านภาพถ่ายนั้น จิตต์ จงมั่นคง ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นทั้งช่างภาพและช่างห้องมืด เป็นที่ยอมรับในวงการถ่ายภาพทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในด้านภาพถ่ายเชิงศิลปะนั้น นายจิตต์ จงมั่นคง ได้ทำการจัดแสดงผลงานในการแสดงภาพถ่ายในประเทศเดนมาร์กและที่ฮ่องกง และแสดงเดี่ยวภาพถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่อื่นๆมากมาย
นายจิตต์ จงมั่นคง เป็นผู้ได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ ในสาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) ประจำปีพุทธศักราช 2538.
ภาพถ่าย เมื่อพายุโหม ถ่ายภาพโดย นาย จิตต์ จงมั่นคง 

มีใครบางคนเคยกล่าวว่า การเรียนรู้ชีวิต จากประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อน ที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว นับเป็นแบบเรียนที่ดี ที่คนรุ่นต่อๆ มาจะได้ศึกษาเรียนรู้โดยมิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้น มาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป
...และเมื่อใดก็ตามที่เกิดความมุมานะอุตสาหะขึ้นในจิตใจ แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคอันใหญ่หลวงเพียงไหน ฝันที่ราวกับอยู่ไกลเกินเอื้อม ก็อาจใกล้เพียงมือคว้า...
นี่ไม่ใช่เพียงประโยคปลอบประโลมใจ หากเป็นมุมชีวิตจริงที่เกิดขึ้นกับ จิตต์ จงมั่นคง อดีตเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีความฝันอันแรงกล้าบรรจุเต็มหัวใจ ทว่าเบื้องบนกลับบันดาลให้เขาต้องเดินไปบนหนทางที่ปูด้วยขวากหนาม
.
.
โอกาส...การศึกษา
นับตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก จิตต์ จงมั่นคง มีความจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน และไม่มีโอกาสได้เข้าศึกษาต่อที่ไหนอีก เนื่องเพราะพี่ชายคนโตเสียชีวิตลง ทำให้เส้นทางของเขา พลิกผันจากเด็กนักเรียนที่เรียนดี เฉลียวฉลาด และน่าจะได้รับโอกาสศึกษาต่อทางด้านแพทยศาสตร์ดังที่บราเธอร์ผู้สอนท่านหนึ่งเคยปรารภไว้ กลับต้องออกมาทำงานทั้งที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน
"ฐานะทางบ้านผมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พ่อแม่เปิดร้านขายข้าวแกงและขายกาแฟอยู่แถวสี่พระยา ผมก็เกิดที่สี่พระยา ตอนแรกแม่พาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนจีนแห่งหนึ่งในย่านตลาดน้อย เรียนกับครูซึ่งติดฝิ่น เวลาสอนครูคนนี้ชอบยืนอยู่ข้างหลังผม เวลาหายใจ กลิ่นก็รดหัวผม ผมบอกครูว่าผมไม่ชอบกลิ่นนี้แต่ครูไม่สนใจ ผมเลยไปบอกแม่ แม่ให้เปลี่ยนโรงเรียน...
ผมจึงมีโอกาสไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก พี่ชายคนโตก็เรียนที่นี่ แม่ขอครูให้ช่วยลดหย่อนค่าเล่าเรียน เพราะสมัยนั้นค่าเล่าเรียนเทอมละ ๗ บาท แพงมาก แม่ขอลดหย่อนเหลือ ๕ บาท ส่วนที่ลดหย่อนครูบอกผมว่าต้องช่วยทำความสะอาดโรงเรียน เวลาเลิกเรียนช่วยปัดกวาดโต๊ะเก้าอี้ ให้สะอาดเรียบร้อย แล้วค่อยกลับบ้าน"
ช่วงเวลานั้น จิตต์ จงมั่นคง ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพียงแค่ ๔ ปี นับจากชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - มัธยมศึกษาปีที่ ๔
"ครูบอกว่าสมองผมไบรท์มาก เรียนรู้ได้เร็วมาก น่าจะไปเรียนหมอต่อนะ ผมก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่โชคชะตาไม่ดี เกือบๆจบม.๔ พี่ชายคนโตที่เป็นสปอนเซอร์ให้ผมได้เรียน เสียชีวิตลงก่อน พี่ชายผมคนนี้จบ ม.๘ ที่อัสสัมชัญ แล้วได้เข้าทำงานที่โรงพิมพ์ฝรั่งแห่งหนึ่ง ทำให้สามารถส่งน้องเรียนได้…
พอพี่ชายคนโตเสียชีวิต ผมก็ออกมาทำงานที่ร้านถ่ายรูปแถวย่านสี่พระยา ขายวิทยุด้วย แต่ผมอยู่ส่วนร้านถ่ายรูป วันหนึ่งมีคนชวนว่าไปดูห้องมืดมั้ย ผมบอกว่าอยากไปดู ช่างห้องมืดเขาก็แสดงการลงน้ำยา ล้างรูปให้ดู แป๊บเดียวได้รูปออกมาแล้ว ผมรู้สึกมหัศจรรย์มาก ตั้งแต่นั้นมารู้สึกสนใจอยากถ่ายรูป...
ผมซื้อกล้องราคาสิบสลึง ซื้อผ่อนนะครับ เพราะสมัยนั้นได้เงินเดือน ๑๐ บาท วันหยุดทีไร ผมก็เอากล้องออกไปตระเวนถ่ายรูป ถ่ายไปถ่ายมาชักจะเก่งขึ้น ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูป ร่วมหุ้นกับพี่ชายอีกคน จากนั้น ฐานะเริ่มดีขึ้น ผมซื้อกล้องเยอรมันตัวหนึ่ง พอถึงวันอาทิตย์ มีกิจกรรมที่ต้องทำ คือวันอาทิตย์หนึ่งตระเวนถ่ายรูป อีกวันอาทิตย์หนึ่งเข้าโรงหนัง ดูเรื่องเดียว ๕ รอบเลย นั่งชั้น ๓ ราคา ๑๒ สตางค์ มื้อเที่ยงไม่กิน ที่ว่าดูหนัง ผมไม่ดูนักแสดงหรอก ผมชอบดูแสง ดูเงา ดูมุมภาพ ชอบดูการให้แสงของคนถ่ายภาพ"

รับใช้เบื้องพระยุคลบาท
จิตต์ จงมั่นคง เล่าต่อมาว่าชีวิตในวัยหนุ่มของเขาฝันเพียงแค่ตนเองสามารถถ่ายรูปหากินได้ หากทว่าด้วยบุญกุศลแห่งโชคชะตาที่ยึดมั่นในคติธรรมการดำรงชีวิตหรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้เขาซึ่งขณะนั้นอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ได้มีโอกาสรับใช้ถวายงานเบื้องพระยุคลบาท
"ตอนสงครามเลิก ผมร่วมทุนกับเพื่อนๆและพี่ชายเปิดร้านล้างอัดขยายรูป โดยการเช่าหน้าร้านโอสถาคาร ระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระอนุชา เสด็จพระราชดำเนินนำฟิล์มมาล้างด้วยพระองค์เอง ผมเป็นคนที่เข้าห้องมืดถวายงานพระองค์ท่าน แล้วหลังจากนั้นต่อมา ทรงให้มหาดเล็กเป็นผู้นำฟิล์มมาล้าง ผมถวายงานล้างฟิล์มแด่พระองค์ท่านเป็นเวลา ๓๗ ปี รู้สึกภูมิใจมากที่สุดแล้วในชีวิตนี้"ต่อมาไม่นาน ก็ได้แยกหุ้นกับพี่ชาย ออกมาเปิดร้านล้างอัดรูปเอง โดยตั้งชื่อร้านว่า 'จิตต์ จงมั่นคง' ขณะเดียวกันก็ไม่เคยละทิ้งด้านการฝึกฝนการถ่ายภาพ
.
.
"สมัยก่อนต้องทำเองหมดทุกกระบวนการ ต้องเรียนรู้ขั้นตอนที่ยากก่อน แล้วถึงจะมาเรียนรู้ในสิ่งที่ง่าย เรื่องการถ่ายรูปผมเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกถ่ายรูปในกรุงเทพฯ หลายๆ ที่ และต้องบันทึกไว้หมดว่ารูปนี้ อากาศขนาดนี้ เปิดหน้ากล้องเท่าไหร่ ใช้ความไวแสงเท่าไหร่ แล้วสมัยนั้น ค่ารถเมล์ถูกมากนะ ๒ สตางค์ จากบ้านสี่พระยา นั่งรถเมล์ไปถ่ายรูปในเขาดิน ๒ สตางค์ ไปเขาดินเกือบทุกอาทิตย์เลย หรือระหว่างทางถ้าเห็นที่ไหนถูกใจก็ลงไปถ่ายรูปไว้
ผมขวนขวายหาความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วยการอ่านหนังสือของอเมริกาและอังกฤษ ถ้าคำไหนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เปิดดิกชันนารี"
ศิลปินอาวุโสกล่าวว่าสมัยนั้น ชีวิตต้องกินอยู่อย่างมัธยัสถ์ เพื่อเก็บเงินเอาไว้ซื้ออุปกรณ์กล้องและซื้อหนังสือเพื่อศึกษาด้านการถ่ายภาพด้วยตนเอง
การให้ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่
"มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลย ในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ชั้น ม.๓ พอเลิกเรียน ผมชอบไปร้านหนังสือในเซ็นทรัล ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่พระยา เข้าไปดูหนังสือสอนการถ่ายภาพ เจ้าของร้านเป็นใครไม่ทราบ ผมเข้าไปดูทุกเย็น จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณเตียง เจ้าของเซ็นทรัล เอ่ยปากอนุญาตให้ผมยืมหนังสือไปอ่านที่บ้าน คงเห็นว่าผมมาทุกเย็น โอ้โฮ ตอนนั้นผมรู้สึกดีใจมาก เราไม่ต้องซื้อหนังสือเอง มีคนใจดีให้ยืม เพียงแต่คุณเตียงบอกว่าอย่าทำยับนะ อ่านเสร็จแล้วก็ให้มาคืน"
คงไม่มีใครคาดคิดว่า เด็กหนุ่มผู้มีฐานะยากจนที่โชคดีได้รับความเอื้ออารีจาก เตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลในครั้งนั้น วันหนึ่งเขาจะเติบโตเป็นนักถ่ายภาพผู้ยิ่งยง ได้รับรางวัลเกียรตินิยมสูงสุดมากมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซ้ำยังเคยมีโอกาสได้ไปแสดงงานภาพถ่ายของตนเองที่ประเทศเดนมาร์ก ฮ่องกง อีกทั้งในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ ก็ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
.
ผลงานภาพ "บัลเลต์กระดาษ"
.
"ผมถือคติว่ากรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เพราะฉะนั้นชีวิตจึงต้องมีความอดทน มีความขยันจากประสบการณ์การทำงานผมได้ความรู้ต่างๆมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าพอได้แล้วก็ลืม ในชีวิตของการทำงานในห้องมืด ผมไม่เคยล้างฟิล์มของลูกค้าเสียเลย เพราะเราต้องทำด้วยความละเอียด ละเมียดละไม ใครล้างฟิล์มไม่เก่ง เข้าห้องมืดไม่มีเทคนิค ก็จะไม่ได้ภาพที่สวย...
และการถ่ายภาพให้สวย ผมคิดว่า ประการแรก ต้องมีจินตนาการ ประการที่ ๒ ภาพที่สวยต้องได้อารมณ์ ได้สมดุลของภาพ ประการที่ ๓ ภาพนั้นต้องแสดงความรู้สึกให้ผู้เห็นภาพดูแล้วเกิดความเศร้าใจ ดีใจ หรือสุขใจ ปัจจัยเหล่านี้สำคัญ เพราะภาพขาวดำมีเพียง ๓ สี คือ สีขาว สีดำ สีเทา เพราะฉะนั้น เราจึงต้องช่วยแต่งภาพให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้ภาพนั้นมีความรู้สึกมากขึ้น...
ความจริงผมชอบภาพขาวดำมากกว่าภาพสีนะ แต่ตอนหลังลูกๆหลานๆบอกว่าผมเชย" (หัวเราะ)
ครั้งหนึ่ง เมื่อผลงานภาพถ่ายของ จิตต์ จงมั่นคง เริ่มเป็นที่ยอมรับ และตัวเขาเองก็มีชื่อเสียงด้านการถ่ายภาพนิ่ง ทำให้ได้รับงานถ่ายภาพโฆษณาของโฟล์คสวาเกน ซึ่งผลงานที่ออกมาเป็นที่ฮือฮามากในสมัยนั้น
.
.
.
การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะ
"ผมคิดว่างานถ่ายภาพคืองานศิลปะ สิ่งสำคัญต้องมีจินตนาการ ภาพต้องมีอารมณ์ ดูแล้วให้ความรู้สึก และภาพต้องมีน้ำหนักของแสง คนถ่ายภาพก็ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี เพื่อให้ผลงานนั้นออกมาดีที่สุด...
ความจริงงานถ่ายภาพ สนุกก็สนุก เหนื่อยก็เหนื่อย สนุกตรงที่หามุมถ่าย ไม่ใช่จะถ่ายมุมไหนก็ได้ เราต้องหามุมให้เจอ...
งานเขียนภาพกับงานถ่ายภาพนี่ความยากง่ายต่างกันนะ อย่างการเขียนภาพ ถ้าไม่ชอบใจก็ลบทิ้ง วาดใหม่ได้ แต่งานถ่ายรูป เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้เทคโนโลยี และต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ ถ้าแสงเงาไม่ดี รูปนั้นก็จะออกมาไม่สวย"
ตลอดชีวิตการทำงาน ศิลปินอาวุโสยอมรับว่าเขาได้ค้นพบปรัชญาที่ดี และงานถ่ายภาพมีความหมายต่อชีวิตมาก
"ทำให้ชีวิตของผมมีความรุ่งเรือง รู้จักมองโลกในแง่ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ถ้าเรามองโลกแต่ในด้านร้าย ชีวิตก็คงอับจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาชีวิตของคนถ่ายภาพ คือต้องมีความขยัน มีความอดทน อดทนนี่สำคัญที่สุด อดทนที่จะรอเวลาให้เราได้ถ่ายภาพที่ดีที่สุด ใจต้องเย็นด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ได้ภาพที่ดี ไม่เหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่ใช้กล้องดิจิทัล ภาพไม่ดีก็กดลบทิ้ง ถ่ายใหม่ได้ แต่สมัยก่อนต้องใช้ฟิล์ม ซึ่งค่าฟิล์มแพงมาก ถ้าถ่ายออกมาแล้วรูปไม่ดี ก็เปลืองฟิล์ม...
เทคนิคต่างๆ ในการถ่ายภาพ ผมเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเอง แล้วต้องดิ้นได้ ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ต้องหามุมถ่ายภาพเป็น น้ำยาในการล้างรูปก็สำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของภาพได้ เราต้องเรียนรู้ให้หมดว่าน้ำยาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร ถึงจะได้ภาพที่เราต้องการ"
.
ภาพถ่าย หญ้าอ่อน ถ่ายภาพโดย นาย จิตต์ จงมั่นคง
.
รางวัลแห่งชีวิต
ด้วยความมุ่งมั่นอุตสาหะและมีฉันทะต่องาน จิตต์ จงมั่นคง ถึงกับออกปากในวันนี้ว่า เกียรติประวัติสูงสุดสำหรับชีวิตของนักถ่ายภาพธรรมดาๆคนหนึ่งเช่นเขา ก็คือรางวัลภาพชนะเลิศพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"รางวัลนี้ทำให้นักถ่ายภาพอย่างผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด ผมได้รับรางวัลชนะเลิศพระราชทาน จากภาพถ่ายชื่อว่า 'เมื่อพายุโหม' ซึ่งเป็นภาพที่ผมส่งเข้าประกวด และต้องแข่งขันกับบรรดานักถ่ายภาพนานาชาติ ปีนั้น ผมจำได้ว่ามีคนส่งภาพเข้าประกวด ๔,๐๐๐ กว่าภาพ ภาพของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ รู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต...
และเมื่อได้รางวัลแห่งความภาคภูมินั้นมาแล้ว เราต้องรักษาให้ดีที่สุด ไม่ควรหลงระเริง"
นั่นเป็นคำกล่าวช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพถ่ายศิลปะ)......จิตต์ จงมั่นคง...
บางครั้งชีวิตของคนคนหนึ่งซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบหนึ่งศตวรรษ ย่อมมีอะไรให้ค้นหาเรียนรู้มากมาย มีใครบางคนเคยกล่าวว่าการเรียนรู้ชีวิต ก็เหมือนกับการเรียนลัด
เพราะประสบการณ์ของคนรุ่นเก่าก่อนที่เคยผ่านทั้งความถูกความผิดมาแล้ว อาจจะเป็นแบบเรียนให้คนรุ่นต่อๆ มาได้ศึกษาเรียนรู้โดยที่มิต้องเอาชีวิตไปทดลองให้เสียเวลา แต่นำบทเรียนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดคุณค่ามากยิ่งขึ้นต่อไป

"จิตต์ จงมั่นคง" ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2538 ถึงแก่กรรมเมื่อ วันที่ 7 เมษายน 2552 เวลา 13.37 น. ที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ สิริอายุ 87 ปี โดยมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพไปเมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2552 เวลา 16.00 น. ณ ศาลา 3 วัดธาตุทอง สุขุมวิท จากนั้นทายาทและลูกศิษย์ได้จัดสวดพระอภิธรรม ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2552 เวลา 19.00 น. และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 11 เมษายน 2552 เวลา 19.00 น.