อาชีวะอุบลฯ รับถ้วยพระราชทานในหลวง ชนะเลิศประกวด “เรือไฟวันลอยกระทง”


วิทยาลัยอาชีวอุบลราชะนีได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรือประดับไฟฟ้าในเทศกาล "สว่างไสวมหานทีแห่งเจ้าพระยา" (The Miracle light of chaopraya) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับเงินรางวัลอีก 500,000 บาท

อุบลราชธานี - ชาวอาชีวะ และชาวอุบลราชธานี ร่วมอัญเชิญถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการชนะเลิศการประกวดเรือประดับไฟฟ้าในวันงานลอยกระทง ประดิษฐานให้ชาวเมืองดอกบัวร่วมปีติยินดีหน้าวิทยาลัย
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อคืนวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา นายอุทัย ภูริพัฒน์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช จากการชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรือประดับไฟฟ้าในเทศกาล “สว่างไสวมหานทีแห่งเจ้าพระยา” (The Miracle light of chaopraya) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับเงินรางวัลอีก 500,000 บาท
       
       แต่สิ่งที่ชาววิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี รู้สึกปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งคือ การจัดแสดงเรือประดับไฟฟ้าของวิทยาลัยครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงทอดพระเนตรการแสดงด้วยพระองค์เองที่ท่าน้ำในคืนวันลอยกระทงที่ผ่านมาด้วย
       
       ต่อมา ในเช้าวันนี้ (29 พ.ย.) ดร.ธนกร ไชยกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวอุบลราชธานี พร้อมด้วยผู้บริหาร และนักเรียนอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้จัดพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานลงจากเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติไปประดิษฐานไว้ด้านหน้าวิทยาลัย เพื่อให้พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมชมความปลาบปลื้มใจฐานะเป็นชาวอุบลราชธานีด้วย
       
       สำหรับการจัดทำเรือประดับไฟฟ้าครั้งนี้ให้ชื่อว่า เรือ “เทียนธรรมเทียนพรรษา ส่องเจ้าพระยามหานที สายธารหลอมชีวี ใต้ร่มพระบารมี ธ ทรงธรรม” โดยมีกรอบความคิดจากประเพณีการทำต้นเทียนวันเข้าพรรษา จนกลายเป็นอัตลักษณ์ของชาวเมืองอุบลราชธานี ตัวเรือจึงประดับด้วยต้นเทียนพรรษา พญานาค และชุมชนคุ้มวัด
       
       รวมถึงกระต่ายที่เป็นปีนักษัตร อันหมายถึงปีพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปลานิล โดยความหมายของพญานาค คือ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนแห่ง 3 สายนที ได้แก่ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี และแม่น้ำโขง
       
       โดยรูปทรงของพญานาคมีปีก 2 ข้าง แทนคุณลักษณะพิเศษที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดอุบลราชธานี ต้นเทียนพรรษาประดับดอกบัว ดอกไม้ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งบนฐานพญาหงส์ เพื่อนำเสนอภาพเคลื่อนไหวพระกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
       รูป “กระต่าย” สัญลักษณ์ของปีเถาะ ทำจากภาชนะดินเผา หมายถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพ โดยมี 2 มือประคองอยู่ด้านล่าง สื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน โดยเชื่อมโยงพุทธวจนะจากพระธรรมบทความว่า “ครูเปรียบเสมือนช่างปั้นหม้อ ผู้ประคับประคองภาชนะดินดิบให้เกิดรูปทรง” ซึ่งความหมายถึงพสกนิกรชาวไทยทั้งมวลที่ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน
       
       สำหรับสัญลักษณ์ “ปลานิล” เป็นพันธุ์ปลาที่ทรงทดลองเลี้ยง และเพาะพันธุ์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อประสบความสำเร็จได้พระราชทานให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ และแจกจ่ายให้แก่พสกนิกรทั่วไปนำไปเลี้ยง เพื่อเพิ่มอาหารให้ราษฎรของพระองค์มีกินมาจนถึงทุกวันนี้
       
       โดยตัวเรือมีความยาว 90 ฟุต มีความสูงจากผิวน้ำ 4.5 เมตร กว้าง 6 เมตร ประดับด้วยไฟฟ้าทั้งลำเรือ โดยมีเรือที่เข้าร่วมประกวดประกอบด้วย เรือจากจังหวัดชัยนาท เรือจากกองทัพอากาศ เรือจากโรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ เรือกรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ เรือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรือจากบริษัทอาร์ต อิท จำกัด เรือของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรือจากบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด และสุดท้าย เรือจากวิทยาลัยอาชีวอุบลราชธานี ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศดังกล่าว



นายอุทัย ภูริพัฒน์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช






เป็นความภาคภูมิใจที่ชาวอาชีวอุบลราชธานีมีพลังที่จะสร้างสรรผลงานตอบแทนบุญคุณแผ่นดินต่อไปอย่างไม่ย้อท้อ

ขอบคุณแหล่งข่าว ผู้จัดการออนไลน์
Read more…

ประวัติวันลอยกระทง



ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทง 2555 กันแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน …เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ ...แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง 
กำหนดวันลอยกระทง

          วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง
ลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า"พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 
          ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

          "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..."

          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า "ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง 
          สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

          1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

          2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

          3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

          4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

          5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

          6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

          7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค

          ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัด และแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ

ลอยกระทง


           ภาคเหนือ (ตอนบน) จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า "ยี่เป็ง" อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่  (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า

ลอยกระทง

           จังหวัดตาก จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า "กระทงสาย"

ลอยกระทง



           จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง
ลอยกระทง

           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง 

           กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ "งานภูเขาทอง" ที่จะเนรมิตงานวัดเพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง ส่วนใหญ่จัดอยู่ราว 7-10 วัน ตั้งแต่ก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังวันลอยกระทง
ลอยกระทง

           ภาคใต้ มีการจัดงานลอยกระทงในหลาย ๆ จังหวัด เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีงานยิ่งใหญ่ทุกปี


กิจกรรมในวันลอยกระทง 
          ในปัจจุบันมีการจัดงานลอยกระทงทุก ๆ จังหวัด ซึ่งจะมีกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ แต่กิจกรรมที่มีเหมือน ๆ กันก็คือ การประดิษฐ์กระทง โดยนำวัสดุต่าง ๆ ทั้งหยวกกล้วย ใบตอง หรือจะเป็นกาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักการบูชา ให้เป็นกระทงที่สวยงาม ภายหลังมีการใช้วัสดุโฟมที่สามารถประดิษฐ์กระทงได้ง่าย แต่จะทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากขึ้น จึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้กระทงโฟมเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะมีการดัดแปลงวัสดุทำกระทงให้หลากหลายขึ้น เช่น กระทงขนมปัง กระทงกระดาษ กระทงพลาสติกชนิดพิเศษ เพื่อให้ย่อยสลายง่ายและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม
ลอยกระทง

ลอยกระทง

ลอยกระทง

          เมื่อไปถึงสถานที่ลอยกระทง ก่อนทำการลอยก็จะอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาขอให้ประสบความสำเร็จ หรือเสี่ยงทายในสิ่งต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยกระทงให้ลอยไปตามสายน้ำ และในกระทงมักนิยมใส่เงินลงไปด้วย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา

          นอกจากการลอยกระทงแล้ว มักมีกิจกรรมประกวดนางนพมาศอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเพณีลอยกระทง และตามสถานที่จัดงานจะมีการประกวดกระทง ขบวนแห่ มหรสพสมโภชต่าง ๆ บางแห่งอาจมีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองด้วย

ลอยกระทง



เพลงประจำเทศกาลลอยกระทง


          เมื่อเราได้ยินเพลง "รำวงลอยกระทง" ที่ขึ้นต้นว่า "วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง..." นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงวันลอยกระทงแล้ว ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย

          เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง "รำวงลอยกระทง" ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

          วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
          เราทั้งหลายชายหญิง
          สนุกกันจริง วันลอยกระทง
          ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
          ลอยกระทงกันแล้ว
          ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
          รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
          บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ 

          เอ้า... ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมชวนครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาร่วมกันสานต่อประเพณีที่ดีงามนี้ไว้นะค่ะ อ่อ... และอย่าลืมใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติด้วยล่ะ เพราะนอกจากจะไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ประเพณีแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติไว้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ

เครดิต กระปุกดอทคอม
Read more…

วันนักถ่ายภาพไทย


คงมีหลายคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ เพราะการถ่ายภาพนอกจากจะสร้างความสุข และความเพลิดเพลินให้กับผู้ถ่ายภาพแล้ว การถ่ายภาพยังถือเป็นการเก็บความทรงจำที่เราได้พบประสบมาอีกด้วย รวมทั้งภาพถ่ายยังเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาเรื่อยมา ทำให้ปัจจุบันการถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายที่ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

          และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ ก็เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพโดยตรง เนื่องจากวันนี้เป็น "วันนักถ่ายภาพไทย" ซึ่งบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลายคงอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าในวันนี้มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งกระปุกดอทคอมจะมาชี้แจงแถลงไขให้ฟังกันค่ะ

          สำหรับการถ่ายภาพครั้งแรกประเทศไทยมีขึ้นในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยช่างที่ถ่ายรูปคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นคือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศสชื่อ บาทหลวงปาเลอกัว อยู่วัดคอนเซ็บชัน (สามเสน) และคนไทยที่เป็นช่างถ่ายภาพคนแรก คือ นายโหมด อมาตยกุล หรือ พระยากระสาปน์กิจโกศล ในปัจจุบันเชื่อกันว่าบาทหลวงปาเลอกัวเป็นช่างคนแรก และเป็นอาจารย์ของพระยากระสาปน์กิจโกศล (นายโหมด อมาตยกุล) นายโหมดมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย" ของราชกาลที่ 5 จากหนังสือ "กุมารวิทยา"

วันนักถ่ายภาพไทย

          ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีหลักฐานพระบรมรูปหลงเหลือไว้จำนวนมาก เนื่องจากในสมัยนี้ รัชกาลที่ 4 ทรงนำรูปถ่ายที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการทูต โดยทรงส่งพระบรมฉายาลักษณ์ไปให้ประมุขของประเทศต่าง ๆ ที่ทรงผูกสัมพันธไมตรีด้วยหลายวาระ อาทิเช่น ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ฉายคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีไปยังประธานาธิบดีแฟรงคลินเพียร์ซ ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อีกทั้งในสมัยนี้มีเริ่มมีการตั้งร้านถ่ายรูปถาวรขึ้น 2 ร้าน ร้านหนึ่งเป็นของชาวต่างชาติชื่อ เอ.แซกเลอร์ ส่วนอีกร้านเป็นของนายจิตรจิตราคนี หรือหลวงอัคนีนฤมิตร ซึ่งหลวงอัคนีนฤมิตรนับได้ว่าเป็นช่างถ่ายรูปรุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยที่มีผลงานถ่ายภาพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ขุนนางเจ้านาย ตลอดกระทั่งภาพเหตุการณ์สำคัญ ๆ บางเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 

          และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) การถ่ายภาพในเมืองไทยได้พัฒนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมัยนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความสนพระทัยในวิทยาการสมัยใหม่ทุกด้าน รวมถึงวิชาการถ่ายรูปก็เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเปิดร้านถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากแต่ก่อนคนที่จะถ่ายภาพจะต้องเป็นคนชั้นสูงเท่านั้น เช่น เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง พ่อค้า เป็นต้น

          นอกจากนี้ จากความสนพระทัยในการถ่ายภาพเป็นอันมาก รัชกาลที่ 5 จึงทรงจัดให้มีการอวดรูปภาพหรือโชว์รูปและการประชันรูปขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือ การเอารูปถ่ายออกมาแสดงให้สาธารณชนได้ชมกัน โดยมีการเชื้อเชิญให้ส่งรูปถ่ายมาแสดงเก็บเงินช่วยในการสร้างพระอาราม มีทั้งรูปอัดลงกระดาษและรูปกระจกใสถ้ำมอง และมีการออกร้านขายของสารพัด ที่สำคัญคือ มีร้านถ่ายรูปหลวงด้วย ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในงานไหว้พระพุทธชินราชประจำปี พ.ศ. 2448

          และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคม  2548 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเห็นชอบให้ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในฐานะพระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย  และกำหนดให้วันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันนักถ่ายภาพไทยเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยไม่เป็นวันหยุดราชการ 


วันนักถ่ายภาพไทย

          อย่างไรก็ตาม ต่อมา มีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้เปลี่ยนวันนักถ่ายภาพไทยเป็นวันที่ 21 พฤศจิกายน หลังจากที่นายกสมาคมสื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ) ได้ขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแก้ไข เนื่องจากมีหลักฐานเอกสารยืนยันว่าวันประกาศการอวดรูปถ่ายที่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วคือ วันที่ 21 พฤศจิกายน ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) มิใช่วันที่ 23 พฤศจิกายน ตามที่สมาคมสมาพันธ์การถ่ายภาพไทยเสนอไว้

          สำหรับในวันที่ 21  พฤศจิกายน  2555  นี้  ถือได้ว่าเป็นวันครบรอบ 107 ปี นอกจากจะเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับบรรดานักถ่ายภาพอีกด้วย นั่นก็คือ การประกวดรูปถ่าย ซึ่งทางสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย จึงได้จัดการประกวดถ่ายภาพในครั้งนี้ขึ้น  หัวข้อ  "พระพุทธรูปในวัดเบญจมบพิตร" และ "พระบรมรูปทรงม้า" โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

          ถ้าช่างกล้องคนไหนเตรียมตัวไม่ทัน ก็อย่าลืมฝึกปรือฝีมือตั้งแต่ตอนนี้ แล้วไปประลองความสามารถการถ่ายภาพกันในปีหน้านะจ๊ะ

ขอบคุ
Read more…

ประกวดภาพถ่าย "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวงรัชกาลที่ 5"

ประกวดภาพถ่าย "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวงรัชกาลที่ 5"
สมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนนักถ่ายภาพ และประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านทางภาพถ่าย จากมุมมองของตนเอง ต่อองค์พระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย และเฉลิมฉลอง วันนักถ่ายภาพไทย วันที่ 21 พฤศจิกายน ของทุกปี ในงานประกวดภาพถ่าย หัวข้อ "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวง รัชกาลที่ 5" 


Read more…

Nikon D3200 มองหากล้อง DSLR สำหรับมือใหม่ แนะนำตัวนี้เลย

Nikon D3200 มองหากล้อง DSLR สำหรับมือใหม่ แนะนำตัวนี้เลย

Nikon D3200 กล้อง DSLR รุ่นเล็ก น้องใหม่จากค่าย Nikon เป็นกล้องที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพด้วยสเป็คที่จัดมาให้แบบเต็มที่ หากใครกำลังมองหากล้อง DSLR ตัวแรกที่จะนำมาใช้ฝึกฝนถ่ายภาพ ลองมองดู Nikon D3200 ตัวนี้ก่อนว่ามีดีอะไรบ้าง เชิญรับชมกันได้ ณ บัดนี้ครับ
เริ่มจากตัวบอดี้ของ Nikon D3200 กันเลยครับ ตัวกล้องนั้นมีขนาดเล็ก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำหนักตัวก็เบาตามไปด้วยเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นใหญ่ ฉะนั้นแล้วถ้าหากเป็นคนมือใหญ่อาจจะจับถือไม่ถนัดเท่าไรนัก แถม Nikon D3200 ไม่มี Grip ออกมาซะด้วย แต่ถ้าชอบกล้องตัวเล็กๆเหมาะกับการเดินทางแล้ว Nikon D3200 อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่งก็ได้
ในส่วนของการปรับตั้งค่าการใช้งานกล้อง Nikon D3200 นั้น เน้นการใช้งานที่ง่าย แต่ก็ยังไม่ทิ้งระบบการทำงานแบบมืออาชีพ โดยด้านบนตัวกล้องนั้นมีแป้นหมุนเลือกโหมดถ่ายภาพ ปุ่มถ่ายวีดีโอที่แยกออกมาต่างหาก ปุ่มดูข้อมูลกล้อง ปุ่มชดเชยแสง เป็นต้น และที่เอาใจมือใหม่ก็คือ Nikon ได้ใส่ Guide Mode ซึ่งเป็นโหมดการแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆของกล้อง ช่วยให้ง่ายต่อการเรียนรู้กล้องครับ
สำหรับสเป็คกล้องนั้น Nikon D3200 โดดเด่นตรงที่จัดเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงถึง 24 ล้านพิกเซลมาให้ ระบบโฟกัสที่ให้มา 11 จุดใช้งานได้ดีทีเดียว แต่ที่ขาดไปก็คือระบบ CLS ที่สามารถสั่งงานแฟลชไร้สายไม่ได้ให้มาด้วย ฉะนั้นใครที่คิดว่าจะซื้อกล้องมาเพื่อใช้งานระบบแฟลชไร้สายคงต้องไปรุ่นใหญ่กว่านี้เลย
หน้าจอ LCD ด้านหลังนั้นบิดพับไม่ได้ครับ อาจจะขัดใจไปบ้างในเรื่องความสะดวกในการถ่ายภาพมุมแปลกๆ การที่ Nikon D3200 ไม่มีจอพับมาให้ก็เป็จุดสังเกตจุดหนึ่งหากจำเป็นต้องใช้งาน ส่วนปุ่มต่างๆของกล้องนั้นยังคงเป็นมาตรฐานของกล้อง Nikon DSLR ที่เอาไว้เรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
Nikon D3200 รองรับการ์ดแบบ SD ซึ่งหาซื้อได้ง่ายราคาไม่แพง ใครคิดจะซื้อมาถ่ายคลิปวีดีโอก็ต้องซื้อการ์ดดีๆความจุเยอะ ความเร็วสูงมาใช้ครับ จะช่วยให้ถ่ายงานได้ราบรื่นขึ้นแน่นอน
ในส่วนของแบตเตอรี่นั้นใช้รุ่น EN-EL14 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกล้องรุ่นเก่าอย่าง D3100 , D5100 ใครมีกล้องตัวเก่าตามที่บอกอยู่แล้ว จะซื้อ Nikon D3200 มาใช้งานอีกตัวก็สามารถใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้เลย
สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆของกล้องก็มีมาให้ครบทั้ง USB , HDMI ช่องเสียบไมโคโฟนและรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่าง GPS และ ระบบ Wireless เรียกได้ว่าหาซื้อมาต่อทำงานได้เลยไม่ต้องปวดหัว 
ทีนี้มาลองดูตัวอย่างไฟล์ภาพกันบ้าง Nikon D3200 นั้น สำหรับเรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือระบบ Auto White Balance ที่ฉลาดไม่แพ้กล้องรุ่นใหญ่เลย การถ่ายภาพในสภาพแสงในอาคารนั้น ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
ไฟล์ขนาด 24 ล้านพิกเซลที่ให้มานั้นเพียงพอต่อการใช้งานจนเรียกได้ว่าเหลือเฟือเลยที่เดียว จะเอาไปใช้งานแบบขยายภาพใหญ่ๆ หรือจะย่อลงเว็บก็คมชัดสวยงาม เรียกว่าแซงรุ่นพี่หลายๆตัวเลยครับ
มาดูเรื่อง Noise กันบ้าง จากการทดสอบที่ ISO 6400 พบว่า Noise มาให้เห็นกันเต็มเลยครับ ภาพตัวอย่างด้านล่างลองดูนะครับ อาจจะเป็นเพราะเซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ Noise มาเยอะเมื่อใช้ ISO สูงๆ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หากต้องการคุณภาพของไฟล์จริงๆควรใช้ไม่เกิน 1600 ครับ
ส่วนสีสันและการถ่ายทอดรายละเอียดของกล้อง Nikon D3200 นั้น ให้คะแนนดีเลยครับ โดยกล้องสามารถเก็บเอารายละเอียดภาพได้ดีมาก หากตัดปัญหาเรื่อง Noise ไปแล้ว ถือว่าน่าใช้มากๆครับสำหรับมือใหม่ที่อยากได้กล้องที่มีไฟล์ภาพใหญ่ๆรายละเอียดดีๆครบๆ
จุดเด่นอีกอย่างก็คือ ไฟล์ RAW ที่สามารถเอามาเล่นต่อเพิ่มเติมได้เยอะ และในระดับราคากล้องที่ให้ไฟล์ภาพที่เอามาโพรเซสต่อได้สนุกๆแบบนี้ก็น่าเล่นเหมือนกันนะครับ อย่างเช่นภาพตัวอย่าง Convert ไฟล์ RAW มาก่อนภาพนึงยังไม่ถูกใจ ขอไปแก้ไขใหม่ เห็นผลเลยว่าไฟล์ RAW ของ D3200 ทำอะไรต่างๆได้เยอะกว่ากล้องในอดีตรุ่นเก่าๆครับ ได้รายละเอียดภาพมากขึ้นชัดๆเลย
ขออีกสักเรื่องสุดท้ายก่อนสรุปกับเรื่องของการโฟกัส โดย Nikon D3200 นั้น ให้ระบบโฟกัสแบบ 11 จุด เป็น Cross Type 1 จุด จากการใช้งานจริงภายใต้สภาพแสงน้อยๆพบว่าทำงานได้รวดเร็วและเข้าเป้าดี ถึงจะไม่เร็วเท่ากล้องโปรรุ่นพี่ แต่สำหรับผมแล้วผมรับได้ ให้ผ่านครับ
สุดท้ายสำหรับสรุปภาพรวมของ Nikon D3200 นะครับ จากการได้ทดลองใช้งานแล้วพบว่า เจ้า Nikon D3200 ให้ไฟล์ภาพที่ใหญ่โตและเอามาใช้งานได้หลากหลาย แถมระบโดยรวมต่างๆของกล้องก็ทำงานได้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่กล้องระดับโปร ถ้าให้แนะนำก็คือเหมาะสำหรับผู้ที่มองหากล้อง DSLR สำหรับการเริ่มต้นศึกษาถ่ายภาพครับ เนื่องจากราคาค่าตัวไม่แพงและระบบการทำงานค่อนข้างครบถ้วน
จุดเด่น
  • ไฟล์ภาพที่ให้รายละเอียดสูง ความละเอียดเซ็นเซอร์เยอะ 24 ล้านพิกเซล
  • สามารถใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆได้เยอะ
  • ระบบโฟกัสแม่นยำ ไม่วืดวาดมากนัก
  • ระบบโหมดถ่ายภาพต่างๆใช้งานง่าย สะดวก เหมาะสำหรับมือใหม่
จุดสังเกต
  • การจัดการ Noise ทำได้ไม่ดีนัก
  • ไม่มีระบบสั่งงานแฟลชแบบไร้สาย CLS
  • หน้าจอบิดพับไม่ได้

ข้อมูลจากw ww.techxcite.com


Read more…

ยอดนิยม

ป้ายกำกับ

อาชีวะอุบลฯ รับถ้วยพระราชทานในหลวง ชนะเลิศประกวด “เรือไฟวันลอยกระทง”


วิทยาลัยอาชีวอุบลราชะนีได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรือประดับไฟฟ้าในเทศกาล "สว่างไสวมหานทีแห่งเจ้าพระยา" (The Miracle light of chaopraya) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับเงินรางวัลอีก 500,000 บาท

อุบลราชธานี - ชาวอาชีวะ และชาวอุบลราชธานี ร่วมอัญเชิญถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากการชนะเลิศการประกวดเรือประดับไฟฟ้าในวันงานลอยกระทง ประดิษฐานให้ชาวเมืองดอกบัวร่วมปีติยินดีหน้าวิทยาลัย
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อคืนวันที่ 28 พ.ย. ที่ผ่านมา นายอุทัย ภูริพัฒน์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช จากการชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรือประดับไฟฟ้าในเทศกาล “สว่างไสวมหานทีแห่งเจ้าพระยา” (The Miracle light of chaopraya) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับเงินรางวัลอีก 500,000 บาท
       
       แต่สิ่งที่ชาววิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี รู้สึกปลื้มปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งคือ การจัดแสดงเรือประดับไฟฟ้าของวิทยาลัยครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงทอดพระเนตรการแสดงด้วยพระองค์เองที่ท่าน้ำในคืนวันลอยกระทงที่ผ่านมาด้วย
       
       ต่อมา ในเช้าวันนี้ (29 พ.ย.) ดร.ธนกร ไชยกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวอุบลราชธานี พร้อมด้วยผู้บริหาร และนักเรียนอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้จัดพิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานลงจากเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติไปประดิษฐานไว้ด้านหน้าวิทยาลัย เพื่อให้พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมชมความปลาบปลื้มใจฐานะเป็นชาวอุบลราชธานีด้วย
       
       สำหรับการจัดทำเรือประดับไฟฟ้าครั้งนี้ให้ชื่อว่า เรือ “เทียนธรรมเทียนพรรษา ส่องเจ้าพระยามหานที สายธารหลอมชีวี ใต้ร่มพระบารมี ธ ทรงธรรม” โดยมีกรอบความคิดจากประเพณีการทำต้นเทียนวันเข้าพรรษา จนกลายเป็นอัตลักษณ์ของชาวเมืองอุบลราชธานี ตัวเรือจึงประดับด้วยต้นเทียนพรรษา พญานาค และชุมชนคุ้มวัด
       
       รวมถึงกระต่ายที่เป็นปีนักษัตร อันหมายถึงปีพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปลานิล โดยความหมายของพญานาค คือ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนแห่ง 3 สายนที ได้แก่ แม่น้ำมูล แม่น้ำชี และแม่น้ำโขง
       
       โดยรูปทรงของพญานาคมีปีก 2 ข้าง แทนคุณลักษณะพิเศษที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดอุบลราชธานี ต้นเทียนพรรษาประดับดอกบัว ดอกไม้ประจำจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งบนฐานพญาหงส์ เพื่อนำเสนอภาพเคลื่อนไหวพระกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
       รูป “กระต่าย” สัญลักษณ์ของปีเถาะ ทำจากภาชนะดินเผา หมายถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพ โดยมี 2 มือประคองอยู่ด้านล่าง สื่อความหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน โดยเชื่อมโยงพุทธวจนะจากพระธรรมบทความว่า “ครูเปรียบเสมือนช่างปั้นหม้อ ผู้ประคับประคองภาชนะดินดิบให้เกิดรูปทรง” ซึ่งความหมายถึงพสกนิกรชาวไทยทั้งมวลที่ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน
       
       สำหรับสัญลักษณ์ “ปลานิล” เป็นพันธุ์ปลาที่ทรงทดลองเลี้ยง และเพาะพันธุ์ในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เมื่อประสบความสำเร็จได้พระราชทานให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ และแจกจ่ายให้แก่พสกนิกรทั่วไปนำไปเลี้ยง เพื่อเพิ่มอาหารให้ราษฎรของพระองค์มีกินมาจนถึงทุกวันนี้
       
       โดยตัวเรือมีความยาว 90 ฟุต มีความสูงจากผิวน้ำ 4.5 เมตร กว้าง 6 เมตร ประดับด้วยไฟฟ้าทั้งลำเรือ โดยมีเรือที่เข้าร่วมประกวดประกอบด้วย เรือจากจังหวัดชัยนาท เรือจากกองทัพอากาศ เรือจากโรงเรียนมัธยมวัดศรีจันทร์ประดิษฐ์ เรือกรมอู่ทหารเรือ กองทัพเรือ เรือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เรือจากบริษัทอาร์ต อิท จำกัด เรือของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรือจากบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด และสุดท้าย เรือจากวิทยาลัยอาชีวอุบลราชธานี ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศดังกล่าว



นายอุทัย ภูริพัฒน์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช






เป็นความภาคภูมิใจที่ชาวอาชีวอุบลราชธานีมีพลังที่จะสร้างสรรผลงานตอบแทนบุญคุณแผ่นดินต่อไปอย่างไม่ย้อท้อ

ขอบคุณแหล่งข่าว ผู้จัดการออนไลน์

ประวัติวันลอยกระทง



ใกล้ถึงเทศกาลวันลอยกระทง 2555 กันแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน …เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมตัวควงหวานใจ หรือพาครอบครัวไปลอยกระทงร่วมกันที่ใดที่หนึ่งแล้ว อ๊ะ ๆ ...แต่ก่อนที่จะไปลอยกระทงกันนั้น เรามาทำความรู้จักประเพณีลอยกระทงให้ถ่องแท้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายของประเพณีอย่างแท้จริง 
กำหนดวันลอยกระทง

          วันลอยกระทงของทุกปีจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย และอยู่ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขี้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้สามารถเห็นแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมา เป็นภาพที่ดูงดงามเหมาะแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง
ลอยกระทง

          ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า"พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

          ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 
          ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฎในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

          "ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้ป็นลวดลาย..."

          เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า "ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

          ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า "เรือลอยประทีป" ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง 
          สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

          1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

          2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

          3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

          4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

          5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

          6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

          7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค

          ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัด และแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ

ลอยกระทง


           ภาคเหนือ (ตอนบน) จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า "ยี่เป็ง" อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่  (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพม่า

ลอยกระทง

           จังหวัดตาก จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า "กระทงสาย"

ลอยกระทง



           จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง
ลอยกระทง

           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่าง ๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง 

           กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ "งานภูเขาทอง" ที่จะเนรมิตงานวัดเพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง ส่วนใหญ่จัดอยู่ราว 7-10 วัน ตั้งแต่ก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังวันลอยกระทง
ลอยกระทง

           ภาคใต้ มีการจัดงานลอยกระทงในหลาย ๆ จังหวัด เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีงานยิ่งใหญ่ทุกปี


กิจกรรมในวันลอยกระทง 
          ในปัจจุบันมีการจัดงานลอยกระทงทุก ๆ จังหวัด ซึ่งจะมีกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่ แต่กิจกรรมที่มีเหมือน ๆ กันก็คือ การประดิษฐ์กระทง โดยนำวัสดุต่าง ๆ ทั้งหยวกกล้วย ใบตอง หรือจะเป็นกาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว ฯลฯ มาประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักการบูชา ให้เป็นกระทงที่สวยงาม ภายหลังมีการใช้วัสดุโฟมที่สามารถประดิษฐ์กระทงได้ง่าย แต่จะทำให้เกิดขยะที่ย่อยสลายยากขึ้น จึงมีการรณรงค์ให้เลิกใช้กระทงโฟมเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนจะมีการดัดแปลงวัสดุทำกระทงให้หลากหลายขึ้น เช่น กระทงขนมปัง กระทงกระดาษ กระทงพลาสติกชนิดพิเศษ เพื่อให้ย่อยสลายง่ายและไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม
ลอยกระทง

ลอยกระทง

ลอยกระทง

          เมื่อไปถึงสถานที่ลอยกระทง ก่อนทำการลอยก็จะอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนาขอให้ประสบความสำเร็จ หรือเสี่ยงทายในสิ่งต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยกระทงให้ลอยไปตามสายน้ำ และในกระทงมักนิยมใส่เงินลงไปด้วย เพราะเชื่อกันว่าเป็นการบูชาพระแม่คงคา

          นอกจากการลอยกระทงแล้ว มักมีกิจกรรมประกวดนางนพมาศอันเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเพณีลอยกระทง และตามสถานที่จัดงานจะมีการประกวดกระทง ขบวนแห่ มหรสพสมโภชต่าง ๆ บางแห่งอาจมีการจุดพลุ ดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองด้วย

ลอยกระทง



เพลงประจำเทศกาลลอยกระทง


          เมื่อเราได้ยินเพลง "รำวงลอยกระทง" ที่ขึ้นต้นว่า "วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง..." นั่นเป็นสัญญาณว่าใกล้จะถึงวันลอยกระทงแล้ว ซึ่งเพลงนี้เป็นที่คุ้นหูของทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เพราะในต่างประเทศมักเปิดเพลงนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงถึงความเป็นประเทศไทย

          เพลงรำวงวันลอยกระทงแต่งโดยครูแก้ว อัจฉริยกุล ผู้ให้ทำนองคือ ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งสุนทราภรณ์ ซึ่งครูเอื้อได้แต่งเพลงนี้ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2498 ขณะที่ได้ไปบรรเลงเพลงที่บริเวณคณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีผู้ขอเพลงจากครูเอื้อ ครูเอื้อจึงนั่งแต่งเพลงนี้ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงจึงเกิดเป็นเพลง "รำวงลอยกระทง" ที่ติดหูกันมาทุกวันนี้ มีเนื้อร้องว่า

          วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
          เราทั้งหลายชายหญิง
          สนุกกันจริง วันลอยกระทง
          ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
          ลอยกระทงกันแล้ว
          ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
          รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
          บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ 

          เอ้า... ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหน ก็อย่าลืมชวนครอบครัว หรือเพื่อน ๆ มาร่วมกันสานต่อประเพณีที่ดีงามนี้ไว้นะค่ะ อ่อ... และอย่าลืมใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติด้วยล่ะ เพราะนอกจากจะไปลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์ประเพณีแล้ว ยังจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติไว้อีกต่อหนึ่งด้วยค่ะ

เครดิต กระปุกดอทคอม

วันนักถ่ายภาพไทย


คงมีหลายคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ เพราะการถ่ายภาพนอกจากจะสร้างความสุข และความเพลิดเพลินให้กับผู้ถ่ายภาพแล้ว การถ่ายภาพยังถือเป็นการเก็บความทรงจำที่เราได้พบประสบมาอีกด้วย รวมทั้งภาพถ่ายยังเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาเรื่อยมา ทำให้ปัจจุบันการถ่ายภาพเป็นเรื่องง่ายที่ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

          และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ ก็เป็นวันที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพโดยตรง เนื่องจากวันนี้เป็น "วันนักถ่ายภาพไทย" ซึ่งบรรดานักถ่ายภาพทั้งหลายคงอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าในวันนี้มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งกระปุกดอทคอมจะมาชี้แจงแถลงไขให้ฟังกันค่ะ

          สำหรับการถ่ายภาพครั้งแรกประเทศไทยมีขึ้นในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โดยช่างที่ถ่ายรูปคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นคือ ท่านสังฆราชฝรั่งเศสชื่อ บาทหลวงปาเลอกัว อยู่วัดคอนเซ็บชัน (สามเสน) และคนไทยที่เป็นช่างถ่ายภาพคนแรก คือ นายโหมด อมาตยกุล หรือ พระยากระสาปน์กิจโกศล ในปัจจุบันเชื่อกันว่าบาทหลวงปาเลอกัวเป็นช่างคนแรก และเป็นอาจารย์ของพระยากระสาปน์กิจโกศล (นายโหมด อมาตยกุล) นายโหมดมีชื่อเสียงในการถ่ายภาพเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เช่น ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "เรื่องการถ่ายรูปเมืองไทย" ของราชกาลที่ 5 จากหนังสือ "กุมารวิทยา"

วันนักถ่ายภาพไทย

          ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีหลักฐานพระบรมรูปหลงเหลือไว้จำนวนมาก เนื่องจากในสมัยนี้ รัชกาลที่ 4 ทรงนำรูปถ่ายที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการทูต โดยทรงส่งพระบรมฉายาลักษณ์ไปให้ประมุขของประเทศต่าง ๆ ที่ทรงผูกสัมพันธไมตรีด้วยหลายวาระ อาทิเช่น ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ฉายคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีไปยังประธานาธิบดีแฟรงคลินเพียร์ซ ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อีกทั้งในสมัยนี้มีเริ่มมีการตั้งร้านถ่ายรูปถาวรขึ้น 2 ร้าน ร้านหนึ่งเป็นของชาวต่างชาติชื่อ เอ.แซกเลอร์ ส่วนอีกร้านเป็นของนายจิตรจิตราคนี หรือหลวงอัคนีนฤมิตร ซึ่งหลวงอัคนีนฤมิตรนับได้ว่าเป็นช่างถ่ายรูปรุ่นแรก ๆ ของเมืองไทยที่มีผลงานถ่ายภาพเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ขุนนางเจ้านาย ตลอดกระทั่งภาพเหตุการณ์สำคัญ ๆ บางเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 

          และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) การถ่ายภาพในเมืองไทยได้พัฒนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากในสมัยนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความสนพระทัยในวิทยาการสมัยใหม่ทุกด้าน รวมถึงวิชาการถ่ายรูปก็เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเปิดร้านถ่ายภาพกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากแต่ก่อนคนที่จะถ่ายภาพจะต้องเป็นคนชั้นสูงเท่านั้น เช่น เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง พ่อค้า เป็นต้น

          นอกจากนี้ จากความสนพระทัยในการถ่ายภาพเป็นอันมาก รัชกาลที่ 5 จึงทรงจัดให้มีการอวดรูปภาพหรือโชว์รูปและการประชันรูปขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็คือ การเอารูปถ่ายออกมาแสดงให้สาธารณชนได้ชมกัน โดยมีการเชื้อเชิญให้ส่งรูปถ่ายมาแสดงเก็บเงินช่วยในการสร้างพระอาราม มีทั้งรูปอัดลงกระดาษและรูปกระจกใสถ้ำมอง และมีการออกร้านขายของสารพัด ที่สำคัญคือ มีร้านถ่ายรูปหลวงด้วย ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในงานไหว้พระพุทธชินราชประจำปี พ.ศ. 2448

          และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ดังนั้น เมื่อวันที่ 11 มกราคม  2548 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเห็นชอบให้ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในฐานะพระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย  และกำหนดให้วันที่ 23 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันนักถ่ายภาพไทยเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยไม่เป็นวันหยุดราชการ 


วันนักถ่ายภาพไทย

          อย่างไรก็ตาม ต่อมา มีการแก้ไขเพิ่มเติม ให้เปลี่ยนวันนักถ่ายภาพไทยเป็นวันที่ 21 พฤศจิกายน หลังจากที่นายกสมาคมสื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (นายพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ) ได้ขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแก้ไข เนื่องจากมีหลักฐานเอกสารยืนยันว่าวันประกาศการอวดรูปถ่ายที่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วคือ วันที่ 21 พฤศจิกายน ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) มิใช่วันที่ 23 พฤศจิกายน ตามที่สมาคมสมาพันธ์การถ่ายภาพไทยเสนอไว้

          สำหรับในวันที่ 21  พฤศจิกายน  2555  นี้  ถือได้ว่าเป็นวันครบรอบ 107 ปี นอกจากจะเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับบรรดานักถ่ายภาพอีกด้วย นั่นก็คือ การประกวดรูปถ่าย ซึ่งทางสมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย จึงได้จัดการประกวดถ่ายภาพในครั้งนี้ขึ้น  หัวข้อ  "พระพุทธรูปในวัดเบญจมบพิตร" และ "พระบรมรูปทรงม้า" โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท

          ถ้าช่างกล้องคนไหนเตรียมตัวไม่ทัน ก็อย่าลืมฝึกปรือฝีมือตั้งแต่ตอนนี้ แล้วไปประลองความสามารถการถ่ายภาพกันในปีหน้านะจ๊ะ

ขอบคุ

ประกวดภาพถ่าย "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวงรัชกาลที่ 5"

ประกวดภาพถ่าย "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวงรัชกาลที่ 5"
สมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนนักถ่ายภาพ และประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมแสดงความจงรักภักดีผ่านทางภาพถ่าย จากมุมมองของตนเอง ต่อองค์พระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย และเฉลิมฉลอง วันนักถ่ายภาพไทย วันที่ 21 พฤศจิกายน ของทุกปี ในงานประกวดภาพถ่าย หัวข้อ "บันทึกไทย ตามรอยเสด็จพ่อหลวง รัชกาลที่ 5" 


Nikon D3200 มองหากล้อง DSLR สำหรับมือใหม่ แนะนำตัวนี้เลย

Nikon D3200 มองหากล้อง DSLR สำหรับมือใหม่ แนะนำตัวนี้เลย

Nikon D3200 กล้อง DSLR รุ่นเล็ก น้องใหม่จากค่าย Nikon เป็นกล้องที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพด้วยสเป็คที่จัดมาให้แบบเต็มที่ หากใครกำลังมองหากล้อง DSLR ตัวแรกที่จะนำมาใช้ฝึกฝนถ่ายภาพ ลองมองดู Nikon D3200 ตัวนี้ก่อนว่ามีดีอะไรบ้าง เชิญรับชมกันได้ ณ บัดนี้ครับ
เริ่มจากตัวบอดี้ของ Nikon D3200 กันเลยครับ ตัวกล้องนั้นมีขนาดเล็ก ซึ่งแน่นอนว่าน้ำหนักตัวก็เบาตามไปด้วยเมื่อเทียบกับกล้องรุ่นใหญ่ ฉะนั้นแล้วถ้าหากเป็นคนมือใหญ่อาจจะจับถือไม่ถนัดเท่าไรนัก แถม Nikon D3200 ไม่มี Grip ออกมาซะด้วย แต่ถ้าชอบกล้องตัวเล็กๆเหมาะกับการเดินทางแล้ว Nikon D3200 อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่งก็ได้
ในส่วนของการปรับตั้งค่าการใช้งานกล้อง Nikon D3200 นั้น เน้นการใช้งานที่ง่าย แต่ก็ยังไม่ทิ้งระบบการทำงานแบบมืออาชีพ โดยด้านบนตัวกล้องนั้นมีแป้นหมุนเลือกโหมดถ่ายภาพ ปุ่มถ่ายวีดีโอที่แยกออกมาต่างหาก ปุ่มดูข้อมูลกล้อง ปุ่มชดเชยแสง เป็นต้น และที่เอาใจมือใหม่ก็คือ Nikon ได้ใส่ Guide Mode ซึ่งเป็นโหมดการแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆของกล้อง ช่วยให้ง่ายต่อการเรียนรู้กล้องครับ
สำหรับสเป็คกล้องนั้น Nikon D3200 โดดเด่นตรงที่จัดเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงถึง 24 ล้านพิกเซลมาให้ ระบบโฟกัสที่ให้มา 11 จุดใช้งานได้ดีทีเดียว แต่ที่ขาดไปก็คือระบบ CLS ที่สามารถสั่งงานแฟลชไร้สายไม่ได้ให้มาด้วย ฉะนั้นใครที่คิดว่าจะซื้อกล้องมาเพื่อใช้งานระบบแฟลชไร้สายคงต้องไปรุ่นใหญ่กว่านี้เลย
หน้าจอ LCD ด้านหลังนั้นบิดพับไม่ได้ครับ อาจจะขัดใจไปบ้างในเรื่องความสะดวกในการถ่ายภาพมุมแปลกๆ การที่ Nikon D3200 ไม่มีจอพับมาให้ก็เป็จุดสังเกตจุดหนึ่งหากจำเป็นต้องใช้งาน ส่วนปุ่มต่างๆของกล้องนั้นยังคงเป็นมาตรฐานของกล้อง Nikon DSLR ที่เอาไว้เรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
Nikon D3200 รองรับการ์ดแบบ SD ซึ่งหาซื้อได้ง่ายราคาไม่แพง ใครคิดจะซื้อมาถ่ายคลิปวีดีโอก็ต้องซื้อการ์ดดีๆความจุเยอะ ความเร็วสูงมาใช้ครับ จะช่วยให้ถ่ายงานได้ราบรื่นขึ้นแน่นอน
ในส่วนของแบตเตอรี่นั้นใช้รุ่น EN-EL14 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับกล้องรุ่นเก่าอย่าง D3100 , D5100 ใครมีกล้องตัวเก่าตามที่บอกอยู่แล้ว จะซื้อ Nikon D3200 มาใช้งานอีกตัวก็สามารถใช้แบตเตอรี่ร่วมกันได้เลย
สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆของกล้องก็มีมาให้ครบทั้ง USB , HDMI ช่องเสียบไมโคโฟนและรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่าง GPS และ ระบบ Wireless เรียกได้ว่าหาซื้อมาต่อทำงานได้เลยไม่ต้องปวดหัว 
ทีนี้มาลองดูตัวอย่างไฟล์ภาพกันบ้าง Nikon D3200 นั้น สำหรับเรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือระบบ Auto White Balance ที่ฉลาดไม่แพ้กล้องรุ่นใหญ่เลย การถ่ายภาพในสภาพแสงในอาคารนั้น ถือว่าใช้งานได้ดีเลยทีเดียว
ไฟล์ขนาด 24 ล้านพิกเซลที่ให้มานั้นเพียงพอต่อการใช้งานจนเรียกได้ว่าเหลือเฟือเลยที่เดียว จะเอาไปใช้งานแบบขยายภาพใหญ่ๆ หรือจะย่อลงเว็บก็คมชัดสวยงาม เรียกว่าแซงรุ่นพี่หลายๆตัวเลยครับ
มาดูเรื่อง Noise กันบ้าง จากการทดสอบที่ ISO 6400 พบว่า Noise มาให้เห็นกันเต็มเลยครับ ภาพตัวอย่างด้านล่างลองดูนะครับ อาจจะเป็นเพราะเซ็นเซอร์ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ Noise มาเยอะเมื่อใช้ ISO สูงๆ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หากต้องการคุณภาพของไฟล์จริงๆควรใช้ไม่เกิน 1600 ครับ
ส่วนสีสันและการถ่ายทอดรายละเอียดของกล้อง Nikon D3200 นั้น ให้คะแนนดีเลยครับ โดยกล้องสามารถเก็บเอารายละเอียดภาพได้ดีมาก หากตัดปัญหาเรื่อง Noise ไปแล้ว ถือว่าน่าใช้มากๆครับสำหรับมือใหม่ที่อยากได้กล้องที่มีไฟล์ภาพใหญ่ๆรายละเอียดดีๆครบๆ
จุดเด่นอีกอย่างก็คือ ไฟล์ RAW ที่สามารถเอามาเล่นต่อเพิ่มเติมได้เยอะ และในระดับราคากล้องที่ให้ไฟล์ภาพที่เอามาโพรเซสต่อได้สนุกๆแบบนี้ก็น่าเล่นเหมือนกันนะครับ อย่างเช่นภาพตัวอย่าง Convert ไฟล์ RAW มาก่อนภาพนึงยังไม่ถูกใจ ขอไปแก้ไขใหม่ เห็นผลเลยว่าไฟล์ RAW ของ D3200 ทำอะไรต่างๆได้เยอะกว่ากล้องในอดีตรุ่นเก่าๆครับ ได้รายละเอียดภาพมากขึ้นชัดๆเลย
ขออีกสักเรื่องสุดท้ายก่อนสรุปกับเรื่องของการโฟกัส โดย Nikon D3200 นั้น ให้ระบบโฟกัสแบบ 11 จุด เป็น Cross Type 1 จุด จากการใช้งานจริงภายใต้สภาพแสงน้อยๆพบว่าทำงานได้รวดเร็วและเข้าเป้าดี ถึงจะไม่เร็วเท่ากล้องโปรรุ่นพี่ แต่สำหรับผมแล้วผมรับได้ ให้ผ่านครับ
สุดท้ายสำหรับสรุปภาพรวมของ Nikon D3200 นะครับ จากการได้ทดลองใช้งานแล้วพบว่า เจ้า Nikon D3200 ให้ไฟล์ภาพที่ใหญ่โตและเอามาใช้งานได้หลากหลาย แถมระบโดยรวมต่างๆของกล้องก็ทำงานได้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่กล้องระดับโปร ถ้าให้แนะนำก็คือเหมาะสำหรับผู้ที่มองหากล้อง DSLR สำหรับการเริ่มต้นศึกษาถ่ายภาพครับ เนื่องจากราคาค่าตัวไม่แพงและระบบการทำงานค่อนข้างครบถ้วน
จุดเด่น
  • ไฟล์ภาพที่ให้รายละเอียดสูง ความละเอียดเซ็นเซอร์เยอะ 24 ล้านพิกเซล
  • สามารถใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆได้เยอะ
  • ระบบโฟกัสแม่นยำ ไม่วืดวาดมากนัก
  • ระบบโหมดถ่ายภาพต่างๆใช้งานง่าย สะดวก เหมาะสำหรับมือใหม่
จุดสังเกต
  • การจัดการ Noise ทำได้ไม่ดีนัก
  • ไม่มีระบบสั่งงานแฟลชแบบไร้สาย CLS
  • หน้าจอบิดพับไม่ได้

ข้อมูลจากw ww.techxcite.com